baannaroo-บ้านน่ารู้

บทความน่ารู้และสาระประโยชน์ต่าง ๆ

loading...
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เด็กเด็ก แสดงบทความทั้งหมด

21/11/59

ลูกกับเกมบนโทรศัพท์มือถือ

ลูกกับเกมบนโทรศัพท์มือถือ 





              ไม่น่าเชื่อนะครับว่าวิดีโอเกม นั้นมีต้นกำเนิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 แล้ว ดังนั้นจึงเป็นที่นิยมและคุ้นเคยของเด็กแทบจะทุกคน และรวมไปถึงผู้ใหญ่บางคนด้วย คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ซึ่งอายุยังไม่มากจึงเติบโตขึ้นมาพร้อมวิดีโอเกมยุคก่อนๆ ด้วยเหมือนกัน นอกจากนั้นรูปแบบของวิดีโอเกมทุกวันนี้ ยังเข้ามาใกล้ชิดเรามากขึ้น เช่นเข้ามาเป็นโปรแกรมหรือแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนต่างๆ เช่น ไอโฟน  หรือแอนดรอย หรือ แทปเล็ตพีซี เช่น ไอแพด ตัวอย่างเกมยอดฮิตก็เช่น Angry Bird ที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็ชอบเล่น หรือ Simsimi ซึ่งเป็นข่าวดังเมื่อไม่นานมานี้

ลักษณะเฉพาะของเกมบนโทรศัพท์มือถือ
 
ลักษณะเฉพาะของเกมบนโทรศัพท์มือถือ มักจะล้อไปกับลักษณะเฉพาะของโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน 3  ประการดังต่อไปนี้ครับ
1. เข้าถึงได้ง่าย พกพาสะดวก ซึ่งเหตุผลตรงนี้ ก็จะตามไปกับความสะดวกสบายในการใช้งานโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน เช่น ไอโฟน หรือแอนดรอย หรือแทปเล็ตพีซี เช่นไอแพด ที่สามารถเปิดปุ๊บ ติดปั๊บ ไม่ต้องรอบู๊ตเครื่อง ออนไลน์ก็แสนจะสะดวกง่าย ดาย ทั้ง ระบบ 3G และ Wifi
2. อาจใช้เวลาในการเล่นเกมมากกว่าปกติ โดยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างก็ไม่รู้ตัว ยกตัวอย่างเช่น เล่นเกมบนโทรศัพท์มือถือ ขณะเดินทางอยู่บนรถ ยิ่งในกรุงเทพฯ รถติดๆ อาจเล่นเพลินเป็นชั่วโมงโดยผู้เล่นไม่รู้ตัว หรือเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดก็ยิ่งนานขึ้นไปอีก นอกจากนี้เวลานั่งรอคิวอะไรอยู่ก็หยิบมาเล่นได้หมด หรือที่แย่กว่านั้นคือเดินไปเล่นไป รับประทานอาหารไปเล่นไปครับ
3. มีความหลากหลายของประเภทเกมเป็นอย่างมาก ทั้งประเภท เกมน่ารักๆ เกมตกแต่งรูปภาพ ไปจนถึงเกมผจญภัย หรือมีฉากก้าวร้าว รุนแรงร่วมด้วย อีกทั้งแต่เกมแต่ละเกม ก็กินเนื้อที่ความจำในเครื่องโทรศัพท์มือถือไม่มากนัก ทำให้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ สามารถบรรจุเกมได้หลายสิบเกม

พ่อแม่พึงสังวรณ์
 
ในการที่จะให้คำแนะนำลูกหลานเกี่ยวกับการเล่นวิดีโอเกมรวมไปถึงเกมบนโทรศัพท์มือถือนั้น จึงมีเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ต้องพึงสังวรณ์ อยู่ 2 ประการคือ
1. คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญกับการประเมินเนื้อหาและลักษณะของเกม ว่าเหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของลูกหรือไม่ บางเกมอาจเป็นเกมน่ารักๆ แต่บางเกมอาจแฝงความก้าวร้าว รุนแรงไว้
2. คุณพ่อคุณแม่ควรตรวจสอบเวลาที่ลูกใช้ในการเล่นวิดีโอเกม เช่นเดียวกันกับกิจกรรมอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกมบนโทรศัพท์มือถือ ทั้งนี้เพราะเด็กมักใช้เวลาในการเล่นโดยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างก็ไม่รู้ตัว ดังได้กล่าวไปแล้ว
การประเมินความเหมาะสมของเนื้อหาของเกมบนโทรศัพท์มือถือนั้น คุณพ่อคุณแม่มีความรับผิดชอบที่จะต้องช่วยลูกในการเลือกเช่นเดียวกันกับการเลือก หนังสือ ของเล่น รายการโทรทัศน์ และภาพยนตร์ ให้เหมาะสมกับลูกแต่ก็คน สิ่งบันเทิงควรสนุกสนาน สร้างสรรค์ และไม่ควรน่ากลัวหรือกระตุ้นความวิตกกังวล หรือทำให้ฝันร้าย เกมบนโทรศัพท์มือถือก็อาจเป็นสาเหตุของความก้าวร้าวที่เพิ่มขึ้นในเด็กได้เช่นกัน แม้ว่าการศึกษาวิจัย ก็ยังไม่ได้ยืนยันชัดเจนนัก แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่ามีเด็กบางคนมีแนวโน้มที่จะแสดงออกอย่างที่เขาเห็น เด็กบางคนอาจไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างจินตนาการและความเป็นจริง นอกจากนี้เด็กบางคนอาจไม่สามารถควบคุมตัวเองและแสดงออกตามที่ได้เห็นจากสื่อต่างๆ ในขณะที่เด็กอีกกลุ่มอาจได้รับผลกระทบทางอารมณ์จากเนื้อหาของสื่อ
อย่างไรก็ตามมีผลการวิจัยชิ้นหนึ่งของศาสตราจารย์เรียวตะ คาวาซิม่า (Ryuta Kawashima) แห่งมหาวิทยาลัยโตโฮกุ ในประเทศญี่ปุ่น พบว่า การเล่นเกมคอมพิวเตอร์เป็นประจำอาจทำเด็กสูญเสียโอกาสพัฒนาทางสมองก็เป็นได้ งานวิจัยเรื่องนี้ทดสอบการทำงานของสมองของเด็กสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งทดสอบขณะที่เด็กกำลังเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ส่วนอีกกลุ่มขณะที่เด็กกำลังทำโจทย์เลข ปรากฏว่า เด็กที่กำลังเล่นเกมจะใช้ประสาทสมองเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับสายตา และการเคลื่อนไหวของอวัยวะเท่านั้น ต่างกับเด็กกลุ่มที่สองที่จะใช้สมองเกือบทุกส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เรียกกันว่า บริเวณ frontal lobe ซึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมอารมณ์ การจดจำสิ่งต่างๆ การแสดงความรู้สึกและการเรียนรู้ แสดงให้เห็นว่า ถ้าเด็กกลุ่มแรกไม่ค่อยได้ใช้ประสาทส่วนที่ว่านี้ และหากเด็กกลุ่มแรกเติบโตขึ้นไป โดยไม่สามารถยับยั้งการเล่นเกมจนติดเป็นนิสัย อาจจะเพิ่มโอกาสที่จะก้าวร้าว ไม่มีเหตุผลและทำอะไรไม่ยั้งคิด ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาความรุนแรงได้
ผลสำรวจล่าสุดของ AOL Game และ TIME พบว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของคนอเมริกันที่อายุระหว่าง 12 - 55 ปี ใช้เวลาเล่นเกมอย่างน้อย 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยไม่จำกัดว่าอุปกรณ์นั้นเป็นเกมคอนโซล เกมคอมพิวเตอร์พีซี เกมบนโทรศัพท์มือถือ หรือเกมพกพาในรูปแบบต่างๆ นอกจากนั้นเกมที่เล่นนั้นยังบ่งบอกถึงลักษณะของผู้เล่นอีกด้วย ซึ่งสามารถแบ่งแยกได้ตามเพศและอายุ 
ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ อาจรู้สึกสนุกสนานกับเนื้อหาที่มีความรุนแรงบ้าง หนังสือหรือนิทานหลายๆ เรื่องก็อาจมีฉากหรือเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับความรุนแรงอยู่ด้วย อย่างไรก็ตามสื่อต่างๆ ทั้งภาพยนตร์หรือวิดีโอเกมในปัจจุบันมีความสมจริงมากขึ้น  ทำให้ฉากต่างๆ เหล่านี้จะมีความชัดเจนและเข้าสู่จิตใจของเด็กๆ ได้มากกว่าการอ่านจากหนังสือ จึงทำให้บางครั้งเด็กๆ อาจนำเนื้อหาจากสื่อไปใช้ในการเล่นรุนแรง ซึ่งตรงนี้ทำให้พ่อแม่กลุ่มหนึ่งหลีกเลี่ยงที่จะซื้อของเล่นที่สื่อถึงความรุนแรงเช่นมีดดาบ ปืน เพียงเพราะเห็นลูกเคยเอาของเล่นเหล่านั้นไปใช้เล่นตามฉากที่รับชม
คุณพ่อคุณแม่จึงควรมีความรู้ ความเข้าใจในพื้นฐานอารมณ์ของเด็กแต่ละคน เพื่อที่จะช่วยเด็กในการเลือกเนื้อหาเกมบนโทรศัพท์มือถือได้อย่างเหมาะสม

เกมมีข้อดีบ้างหรือไม่
 
ผู้ปกครองอาจช่วยลูกหลานในการเลือกสื่อซึ่งอาจให้ความรู้ด้วยหรือมีแต่เนื้อหาบันเทิงอย่างเดียวบ้างก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามนักจิตวิทยาเด็กบางคนคิดว่าวิดีโอเกมบางอย่างอาจช่วยพัฒนาเชาน์ปัญญาเช่นความสามารถในการวางแผน มิติสัมพันธ์ หรือการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตา พ่อแม่อาจใช้เวลาเล่นเกมกับลูกบ้างเพื่อที่จะได้เรียนรู้ เข้าใจ และพูดคุยเกี่ยวกับแนวคิด ความรู้สึกต่างๆ รวมไปถึงคุณพ่อคุณแม่อาจหาโอกาสร่วมปรึกษาหารือหรือสอดแทรกเรื่องคุณธรรม จริยธรรมลงไปให้กับลูกด้วย
            ในปัจจุบันสื่อต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกมบนโทรศัพท์มือถือ  ได้พัฒนารูปแบบไปมาก ทั้งความสมจริง และความง่ายที่จะเข้าถึง คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้เท่าทันเพื่อจะได้ช่วยดูแลลูกในการเลือกสื่อต่างๆให้เหมาะสม และช่วยควบคุมเวลาในการเล่นด้วยครับ

เรื่อง : น.พ.กมล แสงทองศรีกมล
กุมารแพทย์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

ขอขอบคุณข้อมูลจากโรงพยาบาลกรุงเทพ

สายใยรักและความผูกพัน

สายใยรักและความผูกพัน 








เมื่อโตขึ้นสายใยรักและความผูกพันจะหมดไปหรือไม่
คำตอบคือ “ไม่” ครับ หากแต่รูปแบบพฤติกรรมจะเปลี่ยนแปลงไป โดยจะลดความถี่ ความรุนแรงลง ตามอายุที่เพิ่มขึ้น ตามเพศ และประสบการณ์ในอดีต แต่จะเพิ่มขึ้นเมื่อ มีความเครียด เจ็บป่วย หรือหวาดกลัว  
ยกตัวอย่างง่ายๆ นักศึกษาคนหนึ่งต้องจากพ่อแม่ไปศึกษาต่อต่างประเทศหลายปี  สายใยรักและความผูกพันที่มีต่อพ่อแม่ยังคงอยู่ แต่ไม่แสดงออกมากนัก มีการติดต่อ คิดถึงครอบครัวบ้างพอสมควร แต่จะไม่เหมือนเด็กอนุบาล 1 ซึ่งเพิ่งเข้าโรงเรียนวันแรกแล้วร้องไห้คร่ำครวญตามพ่อแม่ แต่อยู่มาวันหนึ่ง นักศึกษาคนนี้เกิดป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ มีอาการรุนแรง ไข้สูง หนาวสั่น ไม่มีใครหาข้าวปลาอาหารให้กิน ในขณะที่กำลังทุกข์ทรมานอยู่นั้น สายใยรักและความผูกพันก็จะกลับมารุนแรงและถี่ขึ้นอีกครั้ง โดยคนแรกที่นึกถึงคือแม่ คิดย้อนไปถึงวัยเด็กที่มีพ่อแม่คอยดูแล เอาใจใส่ ปกป้องและปลอบโยน ไม่ลำบากเหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้
สายใยรักและความผูกพันจึงเป็นเรื่องของธรรมชาติแห่งอารมณ์และความสัมพันธ์ของมนุษย์เรานั่นเองครับ
เด็กทารกซึ่งต่างกัน
มีการศึกษาวิจัยเด็กซึ่งถูกเลี้ยงดูในสภาวะของสายใยรักและความผูกพันซึ่งแตกต่างกัน เมื่อเติบโตขึ้นเป็นเด็กโตหรือผู้ใหญ่แล้วจะแตกต่างกันหรือไม่และอย่างไร พบว่าเด็กทารกจะพัฒนาความมั่นคงทางใจ โดยมีความสัมพันธ์กับการดูแลซึ่งอ่อนโยน พร้อมที่จะตอบสนองและให้ความช่วยเหลือเมื่อต้องการ
ได้มีการศึกษาพฤติกรรมและการแสดงออกของเด็ก โดยในตอนแรกให้แม่และเด็กเล่นอยู่ด้วยกันในห้อง แล้วให้แม่แยกจากไป เป็นระยะเวลา 3 นาที ต่อมาจึงให้แม่กลับมาใหม่ พร้อมกับสังเกตว่าเด็กแต่ละคนจะตอบสนองต่อการกลับมาของแม่ในลักษณะที่แตกต่างกันอย่างไรบ้าง ทำให้เราสามารถจำแนกเด็กซึ่งได้รับความผูกพันแตกต่างกันออกได้เป็น 3 กลุ่ม ดังต่อไปนี้
1. กลุ่มที่มีความมั่นคงทางจิตใจ (Secure)
เป็นกลุ่มที่ได้รับความผูกพันทางใจอย่างมั่นคง ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ทารกกลุ่มนี้จะมีความมั่นใจว่าความต้องการของตนเองจะได้รับการตอบสนองอย่างเหมาะสม สม่ำเสมอและทันที
การศึกษาพฤติกรรมและการแสดงออกของเด็กกลุ่มนี้  พบว่า เมื่อให้แม่แยกจากไป เป็นระยะเวลา 3 นาที แล้วให้แม่กลับมาใหม่ เด็กกลุ่มนี้ จะตอบสนองในลักษณะของการเข้าหา แสดงความต้องการให้แม่เข้ามาใกล้ชิด สัมผัสและโอบกอด พร้อมกับแสดงพฤติกรรมเป็นมิตร เช่น ยิ้มให้ ยื่นของเล่นให้
2. กลุ่มที่ไม่มีความมั่นคงทางจิตใจและหลีกหนี (Insecure avoidant)
เมื่อให้แม่กลับมาใหม่ พบว่าเด็กกลุ่มนี้กลับตอบสนองในลักษณะ หลีกหนีไปจากแม่ เย็นชา แสดงท่าทีและพฤติกรรมที่ไม่สนใจแม่
3. กลุ่มที่ไม่มีความมั่นคงทางจิตใจและต่อต้าน (Insecure resistant)      
เมื่อให้แม่กลับมาใหม่ พบว่าเด็กกลุ่มนี้ตอบสนองการกลับมาของแม่โดยการเข้ามาหา แต่กลับแสดงอารมณ์โกรธ เกรี้ยวกราด และต่อมายังแสดงพฤติกรรมต่อต้านการกลับมาของแม่อีกด้วย
•   เมื่อโตขึ้นแล้ว แตกต่างกันอย่างไร
เด็กทั้ง 3 กลุ่มมีความมั่นคงทางจิตใจแตกต่างกันอันเนื่องมาจากการได้รับสายใยรักและความผูกพันซึ่งแตกต่างกันนั่นเอง ได้มีการติดตามเด็กทั้ง 3 กลุ่มนี้ เมื่อเติบโตขึ้น อายุ 1 ปี และ 4 ปี โดย พบว่า
1. กลุ่มที่มีความมั่นคงทางจิตใจ
เมื่อโตขึ้นจะเป็นเด็กที่ให้ความร่วมมือดีในทุกเรื่อง เป็นมิตรกับผู้อื่น ปรับตัวง่าย มีความยืดหยุ่น

2. กลุ่มที่ไม่มีความมั่นคงทางจิตใจและหลีกหนี    
พบว่าเมื่อเติบโตขึ้นเมื่อโตขึ้นจะเป็นเด็กที่อารมณ์หงุดหงิดง่ายและอาจต่อต้านสังคม

3. กลุ่มที่ไม่มีความมั่นคงทางจิตใจและต่อต้าน 
พบว่าเมื่อโตขึ้นเมื่อโตขึ้นจะเป็นเด็กเครียดง่าย หุนหันพลันแล่น ไม่ค่อยช่วยเหลือตัวเอง
             เห็นอย่างนี้แล้ว ท่านผู้อ่านทุกคนคงอยากให้ลูกหลานของเราเป็นเหมือนเด็กกลุ่มแรกคือมีความมั่นคงทางใจ ดังนั้น เรามาช่วยกันมอบสายใยรักและความผูกพัน ให้ลูกหลานของเราอย่างเหมาะสมกันเถิดครับ
ขอขอบคุณ ข้อมูลจากโรงพยาบาลกรุงเทพ
เรื่อง : น.พ.กมล แสงทองศรีกมล
กุมารแพทย์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

ควรให้ลูกน้อยเล่นแท็บเล็ตหรือไม่

ควรให้ลูกน้อยเล่นแท็บเล็ตหรือไม่ 



ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายนะครับที่เด็กทุกวันนี้ ลืมตาขึ้นมาดูโลก ก็พบกับไอแพด ไอโฟนเลย ความที่มันเป็นหน้าจอแบบสัมผัส (Touch Screen) ใช้ง่าย แค่ใช้นิ้วแตะหรือถูไถ ก็ทำให้เกิดภาพเคลื่อนไหวหรือเสียงได้ จึงทำให้เด็กอายุเพียง 1-2 ขวบ สามารถเข้าถึงได้
เมื่อไม่นานมานี้ผมได้พบเด็กติดเกมอายุน้อยที่สุดซึ่งผมเคยพบ คืออายุเพียง 1 ปี 10 เดือน แม้ว่าเด็กคนนี้จะมาด้วยปัญหาพัฒนาการทางภาษาล่าช้ากว่าเกณฑ์เพียงเล็กน้อย แต่เด็กน่าจะมีปัญหาขาดกระตุ้นพัฒนาการภาษาและสังคมที่เหมาะสมด้วย เนื่องจากเด็กใช้เวลาเกือบตลอดวันไปกับแอปพลิเคชั่นเกมต่างๆ โดยลูกมักจะเล่นโทรศัพท์มือถือไอโฟนตามพ่อ และเล่นไอแพดของแม่ ทั้งๆ ที่ยังพูดไม่ค่อยจะได้เลย แต่เด็กคนนี้จะทำท่าขับรถเพื่อสื่อว่าต้องการเล่นเกม ซึ่งเป็น แอปพลิเคชั่นเกม ในโทรศัพท์มือถือนั่นเอง นอกจากนี้ยังชื่นชอบเกมอื่นๆ เช่น  เกมเถูสบู่ ซักผ้า รวมไปถึงแอปพลิเคชั่นสอน  ABC บนไอแพดอีกด้วย
คุณแม่เล่าว่าส่วนหนึ่งมาจากคุณพ่อ ซึ่งใช้เวลาถึงร้อยละ 80 ในชีวิตประจำวัน ไปกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตโดยครึ่งหนึ่งใช้เวลาไปกับสื่อสังคมออนไลน์ เวลาอีกครึ่งเพื่อเล่นเกม (คุณพ่อก็ติดเกมเหมือนกัน )
อีกรายหนึ่งเป็นเด็กอายุ 2 ปี 8 เดือน มาด้วยปัญหาพัฒนาการทางภาษาและสังคมล่าช้ากว่าเกณฑ์ของเด็กวัยเดียวกัน มีประวัติ ดูคอนเสิร์ตจากยูทูป (Youtube) ในไอแพด เกือบตลอดวัน นอกจากนี้ยังชอบเล่นแอปพลิเคชั่นสอนภาษาอังกฤษ ABC ที่เมื่อสัมผัสการ์ดรูปภาพ ก็จะมีเสียงภาษาอังกฤษ แม้ว่าเด็กคนนี้จะออกสำเนียงภาษาอังกฤษได้ชัด แต่ไม่สามารถสื่อสารได้อย่างเด็กปกติ
ทุกวันนี้แอปพลิเคชั่นสำหรับเด็กเล็ก ได้หลั่งไหลออกมาสู่ตลาดอย่างมากมาย ผู้พัฒนาแอปพลิเคชั่นเหล่านี้มักอ้างว่าเป็นแอปพลิเคชั่นการศึกษา พบว่าในไอจูนของบริษัทแอปเปิล มีแอปพลิเคชั่นสำหรับเด็กถึง 700 รายการ ซึ่งรวมไปถึงแอปพลิเคชั่นซึ่งอ้างว่า "ช่วยพัฒนาการประสานงานกันระหว่างมือและตา ช่วยเพิ่มสมาธิ หรือช่วยกระตุ้นทักษะของกล้ามเนื้อมัดเล็ก
พ่อแม่ส่วนใหญ่ก็รู้ว่าสามารถหาซื้อและดาว์นโหลดได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย มันช่วยดึงความสนใจ ทำให้ลูกน้อยอยู่นิ่งๆ ได้ แต่แท้ที่จริงแล้วมันมีประโยชน์จริงหรือไม่

คำเตือน
 
             มีคำแนะนำบิดามารดาจากสมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (The American Academy of Pediatrics,  AAP) ออกมาย้ำเตือนอีกว่า ไม่ควรให้เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ใช้เวลากับหน้าจอของอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิด เนื่องจากสมาคมมีความกังวลว่าจะทำให้พัฒนาการทางภาษาล่าช้าและรบกวนการนอนหลับของเด็ก

             รายงานใหม่ล่าสุดของสมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา การดูโทรทัศน์อาจรบกวนเวลาในการพูดคุย (talk time) ระหว่างพ่อแม่และเด็ก อันเป็นสิ่งซึ่งมีความสำคัญมากสำหรับพัฒนาการทางภาษาของเด็ก แต่ผลกระทบของโทรทัศน์นั้น จะนำไปใช้กับผลกระทบของไอแพดด้วย ได้หรือไม่นั้น น.พ.อารี บราวน์ กุมารแพทย์และเป็นสมาชิกของสมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า "ยังไม่มีความชัดเจน เรายังไม่มีการศึกษาเพียงพอ"  กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอีกท่านหนึ่งกล่าวว่า "บางทีอาจขึ้นกับวิธีการใช้ด้วย หากเราใช้เครื่องแทบเล็ตเหมือนโทรทัศน์ (ตัวอย่างเช่นการดู Youtube) ก็ควรถือว่าต้องใช้คำแนะนำแบบเดียวกัน" อย่างไรก็ตามเธอคิดว่า อาจเป็นไปได้ที่เราจะใช้แอปพลิเคชั่นที่มีปฏิสัมพันธ์เล่นกับลูกน้อยบ้าง ตัวอย่างเช่น ให้เด็กแตะที่ภาพวัว แล้วมีเสียง "มอ" ออกมา แต่อย่างไรก็ดีไม่ควรใช้แอปพลิเคชั่นใดๆ เพื่อสอนทักษะสำคัญของชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งซึ่งเป็นสามมิติในโลกความเป็นจริง น.พ.ดิมิทรี คริสทาคิส ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพ พฤติกรรมและพัฒนาการเด็ก ของโรงพยาบาลเด็กแห่งซีเอตเทิล ระบุถึงแอปพลิเคชั่น เกี่ยวกับการการสร้างบล็อกหรือต่อเลโก้ว่า "เราไม่ต้องการให้สิ่งเหล่านี้ เข้ามาแทนที่การต่อบล็อกหรือต่อเลโก้จริงๆ ซึ่งเด็กๆ เคยเล่นอยู่แล้ว นี่ไม่ใช่โลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ทำไมเราไม่ให้เด็กเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากโลกแห่งความเป็นจริงบ้าง"



• มีประโยชน์บ้างหรือไม่
 
                อย่างไรก็ดี มีงานวิจัยบางชิ้นแนะนำว่า บางแอปพลิเคชั่นอาจช่วยเพิ่มประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กโตๆ ได้ จากงานวิจัยล่าสุดโดยกระทรวงศึกษาธิการ ของสหรัฐอเมริกาพบว่าแอปพลิเคชั่นบนไอโพน  PBS Kids  สามารถเพิ่มการเรียนรู้คำศัพท์ ให้เด็กวัย 3-7 ปี ได้มากถึงร้อยละ 31 ในช่วยระยะเวลา 2 สัปดาห์ ศาสตราจารย์ โรส ลักคิน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญศูนย์ออกแบบการเรียนรู้ ของมหาวิทยาลัยลอนดอน พบว่าอุปกรณ์แท็บเล็ตสามารถจุดประกายปฏิสัมพันธ์ในกระบวนการเรียนรู้ได้ เธอพบว่าเด็กอายุ 5-6 ปีซึ่งใช้แท็บเล็ตบันทึกกิจกรรมที่โรงเรียนแล้วนำกลับไปบอกพ่อแม่ที่บ้าน จะมีแนวโน้มที่จะเกิดกระบวนการการเรียนรู้ดีกว่าประโยชน์อย่างหนึ่งของเทคโนโลยี เช่นไอแพดนี้ อาจมีข้อดีบางอย่างคือ มันอาจเป็นตัวกระตุ้นให้พ่อแม่และเด็กสนทนากัน อุปกรณ์แท็บเล็ตอาจไม่ได้เลวร้ายเสมอไป หากเราเลือกใช้มันเป็นตัวช่วยสร้างเสริมการพูดคุย แทนที่จะใช้มันโดยไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ลักคินกล่าวว่าสามัญสำนึกในการใช้เป็นสิ่งสำคัญ หากปล่อยให้เด็กคนหนึ่งนั่งเล่นไอแพด คนเดียวทั้งวัน คงจะไม่มีประโยชน์อย่างแน่นอน คำแนะนำของเธอก็คือ จงใช้อุปกรณ์เหล่านี้เพื่อเป็นตัวเสริมการเลี้ยงดูในครอบครัว แต่อย่าปล่อยให้มันดึงเวลาจากครอบครัวไปจนหมด ในช่วงเวลาที่พ่อแม่กำลังยุ่งกับงาน ไม่มีเวลาให้ลูก ควรปิดอุปกรณ์เหล่านี้ อย่าปล่อยให้ลูกหลานเล่นอุปกรณ์เหล่านี้อย่างเลื่อนลอย ไร้จุดหมาย ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งกล่าวเตือนว่า "ไม่มีพ่อแม่คนใด มีเวลาให้ลูกตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน แต่อย่าลืมว่า ตอนเราเป็นเด็ก แม่ของเราใช้วิธีหยิบยื่นของเล่นให้แล้วพูดว่า...เล่นของเล่นนี่ ไปก่อนนะลูก" จงปล่อยให้เด็กมีเวลาในการเล่นอย่างอิสระ ตามความต้องการของตนเองบ้าง เด็กคงไม่ได้ต้องการจะรับการกระตุ้นจากภายนอกตลอดทั้งวันเป็นแน่
ทุกวันนี้มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา คุณพ่อคุณแม่ยุคนี้จึงจำเป็นต้องศึกษาหาข้อมูล ผลดี ผลเสียของอุปกรณ์ใหม่ๆ เหล่านี้ แล้วใช้วิจารณญาณ เลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับลูกหลานของเราครับ

เรื่อง : น.พ. กมล แสงทองศรีกมล
กุมารแพทย์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

ขอขอบคุณ ข้อมูลจากโรงพยาบาลกรุงเทพ
ขอขอบคุณ : http://motherandchild.in.th

เตรียมพร้อมเป็นคุณแม่วัย 35 up

เตรียมพร้อมเป็นคุณแม่วัย 35 up กันดีกว่า



            คู่แต่งงานสมัยนี้มีอายุเฉลี่ยในการแต่งงานสูงขึ้นเรื่อย ๆ กว่าจะเก็บเงิน กว่าจะแต่งงาน กว่าจะวางแผนเตรียมตัวมีลูกได้ ก็อายุ 30 กว่าไปแล้ว ทำให้หลายคนกังวลว่าด้วยวัยเท่านี้จะสามารถมีบุตรได้หรือไม่ กลัวว่าต้องเสี่ยงหลายอย่าง แต่ไม่ต้องกังวลค่ะ 30 กว่าจะดูธรรมดาไปเลย เพราะ 40 กว่าเค้าก็ท้องกันมาแล้ว
"นิโคล คิดแมน" ดาราฮอลลีวู้ดชื่อดัง ตั้งท้องในวัย 39 ปี จากนั้นอีก 2 ปีก็ตั้งท้องอีกคน ซึ่งลูกสาวทั้งสองคนของเธอก็แข็งแรงสมบูรณ์ดี หรือ "แมรี่ สจ๊วร์ต มาสเตอร์สัน" ให้กำเนิดลูกคนแรกเมื่ออายุได้ 43 ปี และพออายุ 45 ก็ได้ลูกแฝดมาอีก กลายเป็นคุณแม่ลูกอ่อนตอนอายุเฉียดจะ 50 ที่สำคัญลูก ๆ ของเธอก็แข็งแรงดีเช่นกัน
แม้จะมีโอกาสตั้งครรภ์ แต่เมื่ออายุมากขึ้น โอกาสก็ลดลง เนื่องจากความสมบูรณ์ทางด้านร่างกายทั้งก่อนและระหว่างตั้งครรภ์ลดลง เนื่องมาจากภาวะการตกไข่ที่ลดน้อยลง โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัย 35 ปีขึ้นไป โอกาสตั้งครรภ์ก็จะยิ่งลดลงไปอีก กลายเป็นปัญหามีบุตรยากที่ต้องใช้วิธีอื่น ๆ เพื่อช่วยในการตั้งครรภ์ ซึ่งหากตั้งครรภ์ได้แล้ว ก็อาจส่งผลต่อความแข็งแรงของทารกในครรภ์ และมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติที่ทารกจะเกิดความผิดปกติของจำนวนโครโมโซมนำไปสู่กลุ่มอาการดาวน์ได้ เพราะฉะนั้นหากตั้งครรภ์หลังอายุ 35 ปีก็ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
นอกจากโอกาสตั้งครรภ์ที่ลดลงแล้ว ผู้หญิงที่เลยวัย 35 มาแล้ว ยังอาจมีภาวะเสี่ยงอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ภาวะโรคแทรกซ้อน ภาวะการแท้ง ฯลฯ แต่ไม่ใช่ว่าผู้หญิงในวัยนี้จะไม่สามารถเป็นคุณแม่ที่สมบูรณ์แบบได้ แค่ต้องเตรียมตัว เตรียมความพร้อมอย่างดีที่สุด เพื่อให้ทั้งคุณแม่และคุณลูกแข็งแรงสมบูรณ์ในทุกด้าน Happy Wedding.Life รวบรวมคำแนะนำที่จะช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัยมาฝากกันด้วยค่ะ
สำคัญที่สุด!! พบแพทย์อย่างใกล้ชิด
ในเมื่อคุณแม่มีความเสี่ยงและรับทราบถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นดีอยู่แล้ว การป้องกันจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณแม่จะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดทั้งก่อนและระหว่างตั้งครรภ์ ในกรณีของการเตรียมตัวตั้งครรภ์ควรเริ่มต้นพบแพทย์เพื่อวางแผนการตั้งครรภ์ และหากใช้วิธีปกติติดต่อกันเป็นเวลา 6 เดือนแล้วไม่สำเร็จ แพทย์มักจะแนะนำให้ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย ซึ่งมีหลายวิธีการขึ้นอยู่กับความพร้อมของคุณแม่เป็นสำคัญ
สำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์สำเร็จแล้ว ยิ่งควรต้องพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากมีอัตราความเสี่ยงต่อการแท้งสูงกว่าปกติ อีกทั้งความเสี่ยงที่ทารกจะผิดปกติ ดังนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์ที่อายุเกิน 35 ปี แพทย์มักแนะนำให้ทำการเจาะน้ำคร่ำ สุ่มตรวจเนื้อเยื้อรก หรือตรวจครรภ์อย่างละเอียดเพื่อตรวจกลุ่มอาการดาวน์ในทารก ซึ่งการตรวจบางประเภทมีเปอร์เซ็นต์การตรวจพบทารกดาวน์สูงถึงร้อยละ 80-90 และสามารถตรวจหาความผิดปกติได้ตั้งแต่ช่วงครรภ์อ่อน ๆ
ดูแลตัวเองอย่างดีทุกด้าน
สำหรับการวางแผนตั้งครรภ์ไม่ว่าจะอายุเท่าไร ก็จำเป็นจะต้องดูแลตัวเองอย่างดี ทั้งสุขภาพกายและใจ โดยเฉพาะผู้หญิงที่เตรียมความพร้อมจะเป็นคุณแม่ในวัย 35 ปีขึ้นไป ต้องเริ่มต้นจากการพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม กินกรดโฟลิกเป็นประจำประมาณ 400 ไมโครกรัมต่อวัน อย่างน้อยหนึ่งเดือนก่อนการตั้งครรภ์ (โฟลิคช่วยในการจัดโครงสร้างของสมองทารกให้สมบูรณ์ ลดความพิการทางสมองได้ดี) ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ งดบุหรี่ แอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงอาหาร-เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอภายใต้การแนะนำของแพทย์ และไม่ควรรับประทานยาเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์
ไม่ว่าจะก่อนหรือระหว่างตั้งครรภ์นอกจากสุขภาพร่างกายแล้ว เรื่องของสุขภาพจิตก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะคุณแม่ในวัย 35 ปีขึ้นไป มีเรื่องให้ต้องคิดสารพัด แต่ถึงจะกังวลหลายอย่างแต่การที่คุณแม่มีสุขภาพจิตที่ดีก็ส่งผลต่อดีต่อทารกในครรภ์ได้เช่นกัน ที่สำคัญก็คือเรื่องอารมณ์ ตามปกติผู้หญิงท้องมักจะอารมณ์เปลี่ยนแปลงขึ้น-ลงง่ายอยู่แล้ว ยิ่งถ้าเป็นท้องที่มีความเสี่ยงสูง ยิ่งต้องแบกรักความเครียดที่เกิดขึ้น เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกเครียด อาจเกิดอาการหัวใจเต้นเร็ว เจ็บท้องก่อนกำหนด หลอดเลือดตีบลง และความดันโลหิตสูงได้ ซึ่งไม่เป็นผลดีเลยต่อทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์
ผู้หญิงในวัย 35 ขึ้นไปก็แค่ต้องเตรียมความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจทั้งก่อนและระหว่างตั้งครรภ์ให้มากขึ้นมากกว่าปกติ เรื่องอื่น ๆ ก็แทบไม่แตกต่างกัน อายุและความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเป็นแค่อุปสรรคเล็ก ๆ ที่ต้องก้าวผ่านไป แค่ต้องเตรียมตัวให้พร้อม นี่แหละสำคัญ!!

ภาพประกอบจาก istockphoto.com
ขอบคุณ : http://women.sanook.com

 

12/3/56

ทำไมถึง แท้งลูก

               ว่าที่คุณแม่ส่วนใหญ่มักจะวิตกกังวลถึงความปลอดภัยของเด็กทารกในครรภ์รวม ถึงกลัวว่าจะเกิดการแท้ง ซึ่งบ่อยครั้งการกังวลในเรื่องเหล่านี้จะทำให้เกิดความเครียดโดยไม่จำเป็น ซึ่งอัตราการ แท้งลูก จะพบเพียงร้อยละ 10 ของการตั้งครรภ์เท่านั้น ซึ่งสาเหตุของการแท้งนั้นมีมากมาย แต่ทั้งหมดนั้นเราสามารถควบคุมและป้องกันการแท้งได้ค่ะ

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการ แท้งลูก ได้แก่
- เคยมีประวัติการใส่ห่วงอนามัยที่มีภาวะแทรกซ้อน
- เคย แท้งลูก มาแล้วหลายครั้ง
- มีความผิดหวัง เศร้าโศก อย่างรุนแรงจากปัญหาการงาน หรือชีวิตส่วนตัว
-ได้รับอุบัติเหตุโดยตรงและได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง
- ทำงานหนัก การยกของหนัก หรือการเล่นกีฬาที่ต้องใช้แรงมาก รวมถึงการอุ้มเด็กก็อาจจะส่งผลได้เช่นกัน
- มีเพศสัมพันธ์ในช่วงตั้งครรภ์ และคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์มีประวัติเคยแท้งบ่อย
อาการที่บ่งบอกว่าเกิดภาวะการแท้งลูก
- มีอาการปวดท้องน้อย มีเลือดสดออกทางช่องคลอด ไม่ว่าเลือดจะออกมาหรือน้อยเพียงใดก้ตาม ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน
-มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง หรือปวดติดต่อกันหลายวัน
-มีเลือดออกทางช่องคลอดเหมือนมีประจำเดือน หรือมีเลือดออกเล็กน้อยติดต่อกันนานเกิน 3 วัน
- มีสิ่งขับออกทางช่องคลอดเป็นก้อนเลือด หรือชิ้นเนื้อสีชมพู แสดงว่าเริ่มมีอาการแท้งลูก ควรเก็บชิ้นส่วนนั้นแล้วรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะบางครั้งชิ้นส่วนนั้นอาจเป็นตัวอ่อนที่ถูกขับออกมาก็ได้
การดูแลและป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดการ แท้งลูก
1. หากมีประวัติหรือมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะทำให้เกิดการ แท้งลูก ควรบอกกับคุณหมอตั้งแต่เริ่มฝากครรภ์ เพื่อให้คุณหมอช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด
2. พยายามอย่าเครียด หรือหาวิธีคลายเครียดอย่างเหมาะสม อาจจะใช้การฟังเพลง, การนวดเพื่อผ่อนคลาย รวมถึงการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
3.  หากต้องเจอกับปัญหาต่างๆ ทั้งจากที่ทำงาน หรือจากที่บ้าน ควรที่จะหาเวลาพักผ่อน หรือผ่อนคลายให้มาก โดยอาจจะพักการคิดถึงปัญหาเหล่านั้นก่อน หลังจากหายเครียดแล้วค่อยมาจัดการกับปัญหาใหม่ หรืออาจจะใช้การปรึกษากับคนใกล้ชิด เพื่อขอคำแนะนำหรือคอยช่วยแก้ปัญหาก็ได้
4.กินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบถ้วน เพื่อให้มีพละกำลังและได้รับสารอาหารที่เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของทารก
5. หลบปัญหาเป็นครั้งคราว อย่าจมปลักอยู่กับปัญหา อาจมีการระบายความเครียดด้วยการพูดคุยกับเพื่อนหรือสามีถึงปัญหาต่างๆ ก็จะช่วยให้ระบายและลดความเครียด รวมถึงอาจจะช่วยกันแก้ไขปัญหาได้อีกด้วย
6.ไม่ควรอุ้มเด็กขณะตั้งครรภ์ เพราะนอกจากเป็นอันตายต่อเด็กในครรภ์แล้ว ยังมีผลต่อกระดูกสันหลังของคุณแม่ด้วย
7.ไปตามตารางนัดของคุณหมออย่างเคร่งครัด

ขอขอบคุณ Babytrick

3/11/54

พัฒนาสมองลูกน้อย

มาพัฒนาสมองลูกน้อยกันเถอะ


            สมองมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตของคนเราเป็นอย่างยิ่ง ในช่วงแรกเกิด - 3 ขวบ เป็นช่วงที่สมองน้อย ๆ ของลูกเติบโตอย่างรวดเร็ว มีการสร้างเส้นใยสมองและจุดเชื่อมต่อของเส้นใยสมอง ทำให้เซลล์สอมงเกิดการทำงาน เกิดการเรียนรู้และพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่ทำให้สมองลูกพัฒนาได้อย่างดีนั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ ต่อไปนี้
พ่อแม่ เป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญที่สุดต่อพัฒนาการทางสมองของลูก เพราะประสบการณ์ดี ๆ ที่ลูกได้รับในวัยเด็ก จะส่งผลให้สมองลูกพัฒนามากขึ้น ซึ่งพ่อแม่ทำได้โดย....
1. เลี้ยงลูกด้วยความรัก มีอารมณ์มั่นคง รู้จักลูก และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกได้ รวดเร็วตรงจุด
2. แสดงความรักลูกให้ลูกรู้อยู่เสมอ โดยผ่านการโอบกอด สัมผัส คำพูดที่แสดงความรักใคร่ ตั้งใจฟัง และพูดคุยกับลูกอยู่เสมอ
3. สร้างการเรียนรู้ของลูกให้เกิดขึ้นตลอดเวลา เช่น เมื่อทำสิ่งใดก็บอกให้ลูกรู้จักการกระทำนั้น บอกสีสัน ขนาดรูปทรง ฯลฯ
ให้ลูกรู้จัก เล่นกับลูกบ่อย ๆ จะช่วยพัฒนาสมองลูกได้อย่างดี
4. พาลูกไปยังสถานที่ที่ให้ลูกเกิดการเรียนรู้ เช่น สวนสาธารณะ พำพิธภัณฑ์ ฯลฯ
5. อ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวัน เปิดเพลงเย็น ๆ จังหวะดนตรีนุ่มนวลให้ลูกฟัง บ่อย ๆ เพราะหนังสือและดนตรีเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนาสมองลูก
6. ชวนลูกออกกำลังกายเสมอ เพราะการออกกำลังกายจะทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงสมองได้มากขึ้น