แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหาร แสดงบทความทั้งหมด
27/11/60
แจกสูตรน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำใส
แจกสูตรน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำใส น้ำซุปใสๆต้องใสและนัวสำหรับเปิดร้านทำขายได้เลย
ส่วนผสม
กระดูกเอี่ยวเล้ง 2 กิโลกรัม ล้างให้สะอาดเส้นไขมันตามแนวกะดูกเอาออกให้หมดน้ำสะอาด 30 ถ้วย (เน้นนะครับ อย่าใช้น้ำประปาเลยกลิ่นคอรีนเยอะมากหรือจะใช้ก็ต้องรองน้ำใส่ถังไว้ให้หมดกลิ่นก่อน)
หัวไช้เท้าหั่นแว่นๆ 2-3 หัว เอาไว้ทานได้ด้วยนอกจากทำให้หวานแล้ว
หอมหัวใหญ่ 2 ลูก ผ่าครึ่ง
รากผักชี 10 รากขึ้นไป ตามชอบเลย
กระเทียมไทยบุบ 1/2 ถ้วย
พริกไทยเม็ดบดหยาบ 2-3 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น ดอกเกลือยิ่งดี 2-3 ช้อนโต๊ะ ค่อยๆใส่นะครับ ชิมซะก่อน
ซีอิ้วขาว อย่างดี 1/2 ถ้วย
น้ำตาลกรวด 1/2 ถ้วย + 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
ล้างกระดูกให้สะอาด ตั้งน้ำเดือด ใส่กระดูกลวก 1 น้ำ ตักขึ้น ใส่หม้อที่จะต้มซุปนำน้ำตั้งไฟปานกลาง ใส่หัวไช้เท้าลงไป นำ หอมใหญ่ กระเทียม รากผักชี พริกไทย ห่อผ้า และใส่ลงไป พอน้ำเดือดช้อนฟองลดไฟอ่อน ฟองจะเยอะช้อนทิ้งให้หมด ใส่เกลือ ซีอิ้วขาว น้ำตาลกรวด ชิมรสให้เป็นที่พอใจ
บ้านผมเวลาทำก๋วยเตี๋ยวหมูนั้น จะไม่เหมือนที่อื่นคือ ผมจะนำหมูสันเป็นก้อนๆลงไปในซุปเลย ส่วนใส้หมู ก็จะต้มแยก และตับหมูต้มแยก ตับหมูแนะนำเป็นตับแป้ง ถามร้านเขาได้นะครับ มีขาย เวลาทาน จะเอาหมูก้อนที่ต้มไว้หั่น ตับหั่น ใส้หั่น เตรียมหมูสับไว้ทำบะช่อ อร่อยนะแบบโบราณ ดี อร่อยกว่าหมูลวกเป็นชิ้นๆอีก ลองทำดูนะครับ
ขอบคุณข้อมูลเจ้าของสูตรBy หมูอ้วนน่ารัก
เครดิตภาพจากอินเตอร์เน็ต
ข้อมูลจากคุณ Chomphoonut Panomai
21/11/59
รวมสูตร ส้มตำ 7 อย่าง
รวมสูตร ส้มตำ 7 อย่าง
เมื่อ ส้มตำ ไม่ใช่แค่มะละกอ สมัยนี้ประยุกษ์แตกออกมาได้หลายชนิด ส้มตำเป็นอาหารที่คนทุกภาคชอบกิน ไม่มีใครปฏิเสธแน่นอน และความหลากหลายของเมนู สามารถเลือกว่าชอบทานแบบไหน เห็นใส่มะละกอเหมือนกันทุกจาน แต่รสชาติแต่ละอย่างไม่เหมือนกัน บางคนชอบรสหวาน เค็ม เปรี้ยว หรือรสนัวขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับเมนูที่สั่ง วันนี้ food MThai เอาใจคอส้มตำทั้งหลาย รวมสูตรส้มตำ 7 อย่าง เผื่อใครจะเอาไปทำกินเอง หรือคนที่ไม่เคยสั่งจะได้รู้ว่าเมนูนั้นใส่อะไรบ้าง ไปดูกันเลย
ส้มตำไทย
- มะละกอดิบ
- กระเทียม 5 กลีบ
- พริกขี้หนู 5 เม็ด
- มะเขือเทศผ่าครึ่ง 2 ลูก
- ถั่วลิสงคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
- ถั่วฝักยาวหั่น 1 ฝัก
- น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
- กุ้งแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมะขามเปียก 1/4 ถ้วย
- น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------
ส้มตำปูปลาร้า
- มะละกอดิบ
- กระเทียม 5 กลีบ
- พริกขี้หนู 5 เม็ด
- มะเขือเทศ 1 ลูก
- น้ำมะนาวหรือน้ำมะขามเปียก 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำปลาร้าต้มสุก 1 กระบวย (ปริมาณตามความชอบ)
- น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
- ปูดอง 1 ตัว
- มะกอก 1 ลูก
----------------------------------------------------------------------------------------------------------
ตำซั่ว
- มะละกอดิบ
- กระเทียม 5 กลีบ
- พริกขี้หนู 5 เม็ด
- เส้นขนมจีน
- น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำปลาร้าต้มสุก 1 ช้อนโต๊ะ
- ถั่วฝักยาวหั่น
- น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
- มะเขือเทศหั่น 1 ลูก
- น้ำมะขามเปียก2 ช้อนโต๊ะ
- ผักกาดดอง
- ถั่วงอก
- ปูดอง (ไม่ใส่ก็ได้)
- ผักชีฝรั่ง
- กากหมู
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------
ตำป่า
- เส้นมะละกอ
- ขนมจีน
- ผักกระเฉดเด็ดเป็นท่อน
- หน่อไม้ดอง
- ถั่วฝักยาวหั่นท่อน
- ผักกาดดอง
- มะเขือส้มผ่าครึ่ง
- หอยเชอรรี่ หรือ หอยโข่ง ต้มสุก
- ปลากรอบ
- พริกสดแดง
- กระเที่ยม
- น้ำมะนาว
- น้ำปลา
- น้ำปลาร้า
- น้ำมะขามเปียก
- น้ำตาลปี๊บ
----------------------------------------------------------------------------------------------------------
ตำโคราช
- พริกขี้หนู 5 เม็ด
- พริกขี้หนูแห้ง 1 เม็ด
- กระเทียม 3 กลีบ
- น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนชา
- ถั่วฝักยาว 1 ฝัก
- ถั่วลิสง 3 ช้อนโต๊ะ
- มะเขือเทศส้ม 5 ลูก
- มะเขือเทศสีดา 2 ลูก
- น้ำปลาร้าปรุงรส 2 ช้อนโต๊ะ
- มะนาวหั้นชิ้น 1 ลูก
- มะละกอ
- น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
- กุ้งแห้ง
- มะกอก 1 ลูก
ตำพริกขี้หนู กระเทียมโขลกให้พอแตก ใส่น้ำตาลปี๊บ ถั่วฝักยาว ถั่วลิสง ตำให้พอแหลก ใส่มะเขือเทศสีดา มะเขือส้ม และมะกอก ปรุงรสด้วยปลาร้า น้ำมาะนาว น้ำปลา กุ้งแห้ง คลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่มะละกอกตอนท้าย ตำให้น้ำเข้าเส้นมะละกอ
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ส้มตำไข่เค็ม
- มะละกอสับ
- มะเขือเทศ 3 ลูก
- ไข่เค็ม 1 ลูก
- พริกขี้หนู 3-7 เม็ด
- กระเทียม 5 กลีบ
- น้ำมะนาว 5 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนชา
- น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
- กุ้งแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ
- ถั่วลิสง 1 ช้อนโต๊ะ
ตำพริกกับกระเทียม โขลกพอแตก ใส่ถั่วฝักยาว
ตำให้แตก และใส่น้ำตาลปี๊บ ใส่มะเขือเทศ ตำให้น้ำมะเขือเทศออกมา
และตามด้วยไข่เค็มผ่าซีก 2 ซีก หรือ 4 ซีกก็ได้ ใช้ทับพีคลุกให้พอเข้ากัน
อย่าให้ไข่เละมาก ใส่กุ้งแห้ง น้ำปลา น้ำมะนาวลงไป คลุกเบาๆ
จนน้ำกับไข่เค็มเข้ากัน ใส่มะละกอลงไป ตำเบาๆ ให้น้ำเข้าเส้น
เสร็จแล้วตักใส่จานสิร์ฟ
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------
ตำแตง
- แตงร้าน สับเป็นเส้ยหนาๆ 1 ลูก
- พริกขี้หนู 5 เม็ด
- มะเขือเทศสีดา 2 ลูก
- ถั่วฝักยาว 2 ฝัก
- กระเทียม 3 กลีบ
- กุ้งแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ
- มะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
……ถ้าสังเกตุดีดีว่าวิธีทำตำไม่ต่างกันมากปรุงรสเหมือนเดิม แค่ต่างกันที่วัตถุดิบที่ใส่ลงไป ทำให้รสชาติเปลี่ยน วิธีตำก็จะใส่ของแห้งลงไปก่อนแล้วตามด้วยเครื่องปรุงและปิดท้ายด้วยเส้น แค่นี้ก้ได้ส้มตำที่ทำทานเองแล้วค่ะ
ขอขอบคุณ : http://food.mthai.com
เต้าหู้ทรงเครื่อง
เต้าหู้ทรงเครื่อง
โพสโดย somsak เมื่อ 1 มีนาคม 2551 00:00
เต้าหู้ เป็นอาหารนานาชาติ
สำหรับในอาหารไทยเราสามารถนำเต้าหู้มาปรุงอาหารได้
โดยใช้เป็นตัวประกอบกับเครื่องปรุงอื่นๆ เช่น ผัดเปรี้ยวหวาน ผัดผักรวมมิตร
เป็นต้น ทั้งยังนำมาเป็นเครื่องปรุงหลัก เช่น เต้าหู้ทอด
เต้าหู้ทรงเครื่อง เป็นต้น
ด้วยอาหารไทยนี้สามารถนำเอาวัฒนธรรมการกินของหลายๆ
ชาติเข้าร่วมได้อย่างกลมกลืน
ปัจจุบันมีเต้าหู้มากมายไม่ว่าจะเป็นเต้าหู้ขาว
เต้าหู้เหลืองทั้งชนิดอ่อนและแข็ง มีแบบจีนและแบบญี่ปุ่น
ซึ่งเต้าหู้ญี่ปุ่นจะเป็นเต้าหู้ที่ไม่ปรุงแต่งรสชาติเหมือนเต้าหู้จีน
แล้วยังมีเต้าหู้หลอด ฟองเต้าหู้และเต้าหู้อื่นๆ ให้เลือกซื้อ
นำมาปรุงเป็นอาหารจานเต้าหู้อิ่มอร่อย
เต้าหู้อ่อนเป็นเต้าหู้ที่มีเนื้ออ่อนนุ่ม มีสีขาวนวล
กลิ่นหอมมีทั้งแบบก้อนบางและก้อนหนาให้เลือก ที่จะกล่าวถึงในที่นี้คือ
เต้าหู้หลอด เป็นเต้าหู้อ่อน อีกชนิดหนึ่งที่มีกรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัย
บรรจุลงในหลอดพลาสติกเพื่อความสะอาด เก็บได้นานสะดวกเวลา
ใช้มีทั้งชนิดธรรมดาและชนิดไข่ นิยมนำมาใส่แกงจืด สุกียากี้ เต้าหู้อบ
เต้าหู้ตุ๋น และเต้าหู้ทรงเครื่อง ดังจะกล่าวในตำรับอาหารนี้
ส่วนผสม (สำหรับ ๑ ที่)
1. เต้าหู้ไข่ไก่ ๑ หลอด 2. กุ้งสด (กุ้งแชบ๊วย) ๕ ตัว (ขนากลาง) 3. แครอตหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ๒ ช้อนโต๊ะ
4. ต้นหอมหั่นท่อน ๒ ช้อนโต๊ะ
5. เห็ดฟาง ๗ ดอก (ดอกเล็ก)
6. ขึ้นฉ่ายหั่นท่อน ๑/๔ ถ้วยตวง
7. กระเทียมสับ ๑/๒ ช้อนโต๊ะ
8. ซอสปรุงรส ๑ ช้อนโต๊ะ
9. ซอสหอยนางรม ๒ ช้อนชา
10. น้ำตาลทราย ๑/๒ ช้อนชา
11. น้ำมันถั่วเหลือง ๒ ช้อนโต๊ะ
12. น้ำเปล่า ๓ ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ๑. หั่นเต้าหู้เป็นท่อน นำไปทอดในน้ำมันพืชร้อน จัด ไฟปานกลาง เวลาทอดค่อยๆ พลิกเต้าหู้จะได้สวย เป็นท่อน ทอดพอเหลืองสุกให้ตักใส่จาน พักไว้
๒. น้ำมันที่เหลือจากการทอดเต้าหู้ เจียวกระเทียมให้หอม ใส่กุ้ง แครอต เห็ดฟาง ผัดให้เข้ากันเติมน้ำเปล่า ปรุงรสด้วยซอสปรุงรส ซอยหอยนางรม น้ำตาลทราย คนให้เข้ากันพอเดือด
๓. ใส่ต้นหอม ขึ้นฉ่าย ผัดให้เข้ากันนำไปราดบนเต้าหู้ทอดที่เตรียมไว้
๔. กินกับข้าวสวยร้อนๆ
คุณค่าโภชนาการของเต้าหู้ทรงเครื่องเมื่อกินกับ ข้าวสวย ๑ จาน ให้พลังงาน ๖๓๔ กิโลแคลอรี ซึ่งจัดว่าเป็นอาหารที่ให้พลังงานค่อนข้างมากสำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานวันละ ๑,๖๐๐ กิโลแคลอรี (ได้แก่เด็ก หญิงวัยทำงาน และผู้สูงอายุ) ในขณะที่ให้พลังงานพอเหมาะสำหรับวัยรุ่น และชายวัยทำงาน ซึ่งต้องการพลังงานโดยเฉลี่ยวันละ ๒,๐๐๐ กิโลแคลอรี
โดยพลังงานจากอาหารจานนี้เป็นพลังงานที่มาจากไขมันถึงร้อยละ ๓๘.๔ (โดยเฉลี่ยในหนึ่งวันควรได้รับพลังงานจากไขมันไม่เกินร้อยละ ๓๐ ของพลังงานทั้งหมด) หรือเกือบร้อยละ ๔๕ ของปริมาณไขมันที่ควรได้รับในหนึ่งวัน (แนะนำโดยเฉลี่ย ๖๐ กรัมต่อวัน) ทั้งนี้เนื่องจากมีการใช้น้ำมันในการประกอบอาหาร
ส่วนปริมาณโปรตีนที่ได้จากการกินอาหารจานนี้จัดอยู่ในเกณฑ์ที่สูง โดยให้โปรตีนถึงร้อยละ ๕๗.๘ ของปริมาณโปรตีนที่ควรได้รับต่อวัน (แนะนำโดยเฉลี่ยวันละ ๕๐ กรัม) โดยเป็นโปรตีนที่มาจากเนื้อกุ้งและไข่ไก่ที่ใช้ในการทำเต้าหู้เป็นส่วนใหญ่ จึงเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพ ดีเนื่องจากมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายครบถ้วน
อย่างไรก็ตาม อาหารจานนี้มีคอเลสเตอรอลที่สูงเนื่องจากมีทั้งไข่ไก่และเนื้อกุ้งเป็นส่วนประกอบ และมีโซเดียมที่สูงเช่นกัน โดยคิดเป็นร้อยละ ๗๙ ของปริมาณ ที่แนะนำต่อวัน ทั้งนี้เพื่อสุขภาพที่ดีมีข้อแนะนำว่าเราควรได้รับคอเลสเตอรอลไม่เกิน ๓๐๐ มิลลิกรัมและโซเดียมไม่เกิน ๒,๔๐๐ มิลลิกรัมต่อวัน
ดังนั้นขอแนะนำเมื่อกินอาหารจานนี้คือ ควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีไขมันสูงในมื้อถัดไป ซึ่งได้แก่ อาหารผัด อาหารทอด เนื้อสัตว์ติดมัน/ติดหนัง อาหารคาวและหวานที่มีกะทิเป็นส่วนประกอบ รวมทั้งอาหารประเภทเบเกอรี่ต่างๆ นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ได้แก่ ไข่ชนิดต่างๆ เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล เป็นต้น และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสชาติ เค็มจัด อาหารหมักดองในวันนั้นด้วย
ขอบคุณ : https://www.doctor.or.th
18/11/59
สูตรแกงไตปลา
สูตรแกงไตปลา
ทำแกงไตปลาให้อร่อยได้ง่ายๆ แม้ทำครั้งแรก ไม่เชื่อมาดูค่ะ
วันนี้ได้ไปทานแกงไตปลาที่ร้านอาหารร้านนึง รู้สึกไม่ถูกใจเลยค่ะ
น้ำใสๆเปรี้ยวๆ ไม่ชอบเลย นึกตอนถึงทำเองอร่อยกว่าเยอะ
ประกอบกับได้เคยทำข้อมูลและถ่ายรูปเอาไว้จึงขอมาแชร์เพื่อนๆ
ว่าถ้าจะทานแกงไตปลาให้อร่อย
เราทำเองที่บ้านก็ได้ค่ะ ชอบอะไรก็ใส่ได้เยอะๆ เต็มๆ
ไปทานที่ร้านจะขอให้ใส่ของที่เราชอบเยอะๆก็เกรงใจแม่ค้า หรือกล้าขอแล้ว
แต่เค้าก็ให้ไม่ได้เยอะอีกดังใจอีก เศร้าค่ะ... งี้มาทำเองดีกว่า ^_^
แกงไตปลา (ขอแก้ไขโดย เพิ่มสูตรแบบดั้งเดิม ไม่เพิ่ม น้ำมะขาม หรือน้ำตาล ให้อีกสูตรด้านล่างด้วยนะคะ ซึ่งอร่อยไม่แพ้กันค่ะ)
หลายคนไม่เคยทำเพราะคิดว่ายาก ซึ่งยากจริงๆค่ะ 55 ล้อเล่นนะคะ
แค่เครื่องเค้าเยอะนิดนึงแต่ทำไม่ยากเลยจ้า
อ้อจะพยายามจะทำให้เป็นสูตรมาตรฐานมากที่สุด
เท่าที่จะทำได้เผื่อใครทำไม่เป็นเอาไปลองทำนะจ๊ะ แต่สุดท้ายแล้ว
ทุกอย่างล้วนอยู่ที่ความชื่นชอบในรสที่ถูกปากของตัวเอง
ลองชิมรสดูแล้วปรับตามที่ชอบนะคะ
ส่วนผสม
1. ไตปลาช่อนอย่างดี (อ้อซื้อเป็นขวดมาค่ะ)
ขวดละ 15 บาท จะได้ประมาณ 1 ถ้วย (แกงได้ หม้อใหญ่เลย ^^)
2. หน่อไม้ลวก 3 ถ้วยตวง อ้อชอบมากจึงใส่เยอะ
เพื่อนๆปรับตามชอบนะคะ (เอามาต้ม เปลี่ยนน้ำต้มอีก หลายๆรอบจนจืด หั่นแบบในรูปหรือตามชอบ)
3.ถั่วฝักยาวหั่นท่อน 1 ถ้วย
4.มะเขือพวง หรือมะเขือเปราะ 1 ถ้วย
5.ฟักทองหั่นเป็นชิ้น 1 ถ้วย
6.ใบมะกรูดฉีก ตามชอบ
7.เครื่องแกงไตปลา 1 ถ้วย (อันนี้เพื่อนๆกะตามชอบนะคะ) หม้อนี้จะเผ็ดนิดหน่อยตามสไตล์แกงใต้ ส่วนเครื่องแกง อ้อซื้อมาจาก
ร้านเครื่องแกงคนใต้แท้ๆ อร่อยมากๆ
8.น้ำเปล่า 6 ถ้วยตวง
9.น้ำตาลมะพร้าวอย่างดี 1/4 ถ้วย (ปรับปริมาณตามชอบ)
10.น้ำมะขาม (มะขาม 5 ฝัก : น้ำเปล่า 1/2 ถ้วย)
11.ข่าหั่นแว่นหนาๆ 5-6 แว่น ตะไคร้หั่นท่อน บุบพอแตก ประมาณ 2 ต้น ใบมะกรูด 4-5 ใบ
(เอาไว้ใส่ตอนต้มน้ำเพื่อลดความคาวของไตปลา)
12. ใบมะกรูดฉีก ไว้ใส่ไว้ตอนสุดท้าย 1/4 ถ้วย
13.ปลาย่างฉีกเป็นชิ้น ปริมาณตามชอบ (อ้อใช้ปลาสลิดแดดเดียวย่าง 1 ตัว) สามารถใช้ปลาอย่างอื่นได้ตามชอบ จะย่างหรือทอด ตามสะดวก
วิธีทำ
1. มาเตรียมวัตถุดิบกันก่อนค่ะ
2. เสร็จแล้วก็เด็ดๆหั่นๆผักทั้งหลาย (ฟักทอง หน่อไม้ มะเขือพวง ถั่วฝักยาว ของชอบทังนั้น)
3. ตั้งหม้อ ใส่น้ำ 6 ถ้วยตวง ใส่ข่าทุบ ตะไต้หั่นท่อนทุบ ใบมะกรูด และไตปลาลงไป ต้มจนกระทั่งไต
ปลาละลาย (ตักข่ากับตระไคร้ออก)
4. ใส่เครื่องแกงลงไปทั้งหมด ปรุงรสด้วย น้ำตาลปึก และ น้ำมะขามเปียก
พอเดือดปุดๆใส่หน่อไม้หั่นท่อนลงไปก่อน
(ขั้นตอนนี้โดยปกติจะใส่ผักทั้งหมดไปพร้อมกันเคี่ยวให้ผักเปื่อยได้เลยนะคะ)
แต่อ้อใส่หน่อไม้ลงไปก่อน เคี่ยวไฟอ่อน 20 นาทีให้เข้าเนื้อหน่อไม้
(ก่อนที่จะใส่ผักอย่างอื่นที่สุกง่าย ส่วนตัวไม่ชอบผักเละมากนักค่ะ)
5. จากนั้นจึงใส่ฟักทอง ถั่วฟักยาว มะเขือพวง โดยใช้ฟักทองเป็นเกณฑ์
หากฟักทองสุกนิ่ม ใส่ปลาย่างและใบมะกรูด คนให้เข้ากัน ปิดไฟ พร้อมเสริฟ
(แต่ถ้าใครชอบผักนิ่มๆก็เคี่ยวด้วยไฟอ่อนจนกว่าจะนิ่มในแบบที่ต้องการได้เลยค่ะ)
**อ้อใส่มะขามเปียกเพื่อตัดรสไม่ให้เค็มโดดจนเกินไปนะคะ
แต่แกงจะต้องไม่มีรสเปรี้ยวเลยนะ เพื่อนๆทำลองใส่ทีละน้อย และชิมดูนะคะ
ด้วยสูตรนี้ อ้อไม่ได้ปรุงรสเพิ่มเลยนะ ไตปลาเค็มอยู่แล้ว
ตัดรสด้วยน้ำมะขาม เพิ่มความกลมกล่อมด้วยน้ำตาลปึกอย่างดี
กลมกล่อมพอดีเชียวค่ะ**
และก็ได้ออกมาหน้าตาแบบนี้ค่ะ น้ำเข้มข้นเข้าเนื้อได้ใจ
เพิ่มเติมสูตร รสแท้ฉบับดั้งเดิมไม่เติมน้ำตาลน้ำมะขาม
ให้ทำทุกอย่างเหมือนสูตรแรกนะคะ แต่ตัดน้ำตาลและน้ำมะขามออกไป
โดยใส่ปลาย่างมากหน่อยจะเพิ่มความกลมกล่อมให้น้ำแกง
อ้อเคยทำสูตรไม่ใส่น้ำตาลน้ำมะขามและใช้ปลาทูน่าในน้ำแร่ 1
กระป๋องค่ะ เคี่ยว 1 ชั่วโมง (อร่อยได้ใจเหมือนกัน
รสชาติที่ได้จะดุดันกว่าสูตรน้ำมะขามนิดนึง
ซึ่งอันนี้แล้วแต่เพื่อนๆจะปรับใช้ตามความชอบของตัวเองเลยนะคะ
หวังว่าคงชอบแกงไตปลาถ้วยนี้กันนะคะ และถ้ามีโอกาสลองค่ะ เชื่อว่าทุกคนทำได้แน่นอน
ขอขอบคุณ : http://pantip.com/topic/32960574
แกงไตปลา (ขอแก้ไขโดย เพิ่มสูตรแบบดั้งเดิม ไม่เพิ่ม น้ำมะขาม หรือน้ำตาล ให้อีกสูตรด้านล่างด้วยนะคะ ซึ่งอร่อยไม่แพ้กันค่ะ)
หลายคนไม่เคยทำเพราะคิดว่ายาก ซึ่งยากจริงๆค่ะ 55 ล้อเล่นนะคะ แค่เครื่องเค้าเยอะนิดนึงแต่ทำไม่ยากเลยจ้า อ้อจะพยายามจะทำให้เป็นสูตรมาตรฐานมากที่สุด เท่าที่จะทำได้เผื่อใครทำไม่เป็นเอาไปลองทำนะจ๊ะ แต่สุดท้ายแล้ว ทุกอย่างล้วนอยู่ที่ความชื่นชอบในรสที่ถูกปากของตัวเอง ลองชิมรสดูแล้วปรับตามที่ชอบนะคะ
ส่วนผสม
1. ไตปลาช่อนอย่างดี (อ้อซื้อเป็นขวดมาค่ะ)
ขวดละ 15 บาท จะได้ประมาณ 1 ถ้วย (แกงได้ หม้อใหญ่เลย ^^) 2. หน่อไม้ลวก 3 ถ้วยตวง อ้อชอบมากจึงใส่เยอะ
เพื่อนๆปรับตามชอบนะคะ (เอามาต้ม เปลี่ยนน้ำต้มอีก หลายๆรอบจนจืด หั่นแบบในรูปหรือตามชอบ) 3.ถั่วฝักยาวหั่นท่อน 1 ถ้วย
4.มะเขือพวง หรือมะเขือเปราะ 1 ถ้วย
5.ฟักทองหั่นเป็นชิ้น 1 ถ้วย
6.ใบมะกรูดฉีก ตามชอบ 7.เครื่องแกงไตปลา 1 ถ้วย (อันนี้เพื่อนๆกะตามชอบนะคะ) หม้อนี้จะเผ็ดนิดหน่อยตามสไตล์แกงใต้ ส่วนเครื่องแกง อ้อซื้อมาจาก ร้านเครื่องแกงคนใต้แท้ๆ อร่อยมากๆ
9.น้ำตาลมะพร้าวอย่างดี 1/4 ถ้วย (ปรับปริมาณตามชอบ)
10.น้ำมะขาม (มะขาม 5 ฝัก : น้ำเปล่า 1/2 ถ้วย)
11.ข่าหั่นแว่นหนาๆ 5-6 แว่น ตะไคร้หั่นท่อน บุบพอแตก ประมาณ 2 ต้น ใบมะกรูด 4-5 ใบ
12. ใบมะกรูดฉีก ไว้ใส่ไว้ตอนสุดท้าย 1/4 ถ้วย
13.ปลาย่างฉีกเป็นชิ้น ปริมาณตามชอบ (อ้อใช้ปลาสลิดแดดเดียวย่าง 1 ตัว) สามารถใช้ปลาอย่างอื่นได้ตามชอบ จะย่างหรือทอด ตามสะดวก
วิธีทำ
1. มาเตรียมวัตถุดิบกันก่อนค่ะ
17/11/59
สูตรขนมจีนน้ำยาป่า
สูตรขนมจีนน้ำยาป่า สูตรไม่ใส่ปลาร้า ทำกินง่าย ทำขายรวย
หากจะพูดถึงอาหารจำพวกเส้นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ก๋วยเตี๊ยว บะหมี่เกี๊ยว สปาเก็ตตี้ ยำวุ้นเส้น ฯลฯต่างๆ ก็ล้วนแล้วแต่มีรสชาติอร่อยและเป็นเมนูโปรดของหลายท่านกันเลยใช่มั้ยค่ะ และวันนี้ เราจะขอนำเสนอ อาหารที่มีเส้นเหมือนกันค่ะ ทุกท่านคงอยากจะรู้กันแล้วใช่มั้ยค่ะ ว่าอาหารที่เราจะมานำเสนอในวันนี้คือเมนูอะไร ถ้างั้น เราขอเฉลยกันเลยก็แล้วกันค่ะ อาหารที่มีเส้นเป็นส่วนประกอบหลักที่ สยามอาชีพ จะมานำเสนอกันในวันนี้ก็คือขนมจีนน้ำยานั่นเองค่ะ ซึ่งวันนี้เราจะมาแจกฟรี สูตรขนมจีนน้ำยารสเด็ด ห้ามพลาดกันนะค่ะ ไปดูกันเลยค่ะ ว่าส่วนผสมและวิธีทำมีอะไรกันบ้าง
ส่วนผสมน้ำยาขนมจีน
หมายเหตุ : สูตรนี้ทางเราไม่ได้มีการกำหนดปริมาณ ชั่ง ตวง วัด ที่เป๊ะๆ ของส่วนผสมนะคะ ซึ่งเป็นสูตรที่ให้ทุกคนลองกะตวงส่วนผสมเอาตามความเหมาะสมของหม้อหรือปริมาณของแต่ละบุคคลที่จะทำน้ำยาขนมจีนนี้ค่ะ และสิ่งที่ต้องเตรียมในการทำน้ำยาขนมจีน คือ- กระชาย
- กระเทียม
- หอมแดง
- ตระไคร้
- ขิง
- ข่า
- พริกแห้ง
- เนื้อปลานิล ปลาช่อน ปลาดุก ปลาทู ปลาอินทรีย์ ให้นำปลาไปต้มและแกะเอาเฉพาะเนื้อปลาออกมา (เราสามารถเลือกชนิดปลาได้ตามความชอบเลยนะค่ะ)
เครื่องปรุงรส และส่วนผสมชนิดอื่นๆ ได้แก่
- เกลือ
- พริกแกง
- ปลาร้า หรือจะใช้หัวปลาเค็มแทนก็ได้นะค่ะ
- ผักโรยหน้า ได้แก่ ต้นหอม ผักชีลาว ใบมะกรูด พริกสดคั่วหรือย่าง ข่าคั่วหรือย่าง กระชายคั่ว
- ลูกชิ้น ตีนไก่ (เพิ่มเติมได้ตามความชอบเลยนะค่ะ)
ขั้นตอนและวิธีทำน้ำยาขนมจีน
- นำส่วนผสมหลัก ได้แก่ หอมแดง กระเทียม ขิง ข่า ตระไคร้ นำ ยกเว้นพริกแห้ง และนำส่วนผสมหลักไปหั่นแว่นเป็นชิ้นไม่เล็กมาก หลังจากนั้นนำส่วนผสมที่หั่นแล้ว ไปคั่วรวมกัน (ก่อนคั่วให้ใส่น้ำในกระทะเล็กน้อยเพื่อกันกลิ่นไหม้นะค่ะ)
- หลังจากคั่วเสร็จแล้ว พักให้เย็น และนำไปปั่นละเอียดรวมกันกับพริกแห้งที่เตรียมไว้
- นำเนื้อปลาที่แกะแล้ว นำมาตำให้ละเอียด
- หลังจากนั้นนำหัวปลาเค็ม หรือปลาร้าที่เราเตรียมไว้ ไปต้นในน้ำเดือด ให้กลิ่นหอมของน้ำปลาร้า หรือน้ำปลาเค็มออกมา ต้มจนกว่าหัวปลาเค็ม หรือปลาร้าจะเปื่อย
- พอต้มน้ำปลาร้าเสร็จแล้ว ให้นำตะแกรงมากรองเอาก้างออก ให้เหลือแต่น้ำปลาร้าต้มสุก พักไว้สักครู่ เพื่อให้เย็น
- เอาหม้อตั้งไฟ ใส่พริกแกง และส่วนผสมที่เราปั่นไว้ คนให้เข้ากัน และฉีกใบมะกรูดเป็นชิ้นๆ ใส่ลงไปในหม้อ และคนให้เดือดและคนให้เข้ากันอีกครั้ง
- หลังจากนั้น ให้ใส่น้ำปลาร้าต้มสุกที่กรองเอาก้างออกแล้วลงไป
- คนให้ส่วนผสมเข้าที่ และรอจนน้ำยาเดือดพล่าน
- นำเนื้อปลาที่ตำละเอียดแล้วใส่ลงไปในหม้อ คนให้เข้ากัน
- ใส่เกลือเล็กน้อย ชิมรสชาติ และเติมผักโรยหน้าต่างๆ ลงไป
เครื่องเคียงและผักที่กินคู่กับขนมจีน มีอะไรบ้าง
- ผักบุ้งต้ม
- ผักกระหล่ำปีหั่นฝอย
- ถั่วพู
- สะระแหน่ โหระพา
- ถั่วงอก
- ถั่วฝักยาว
- ผักกาดดองหั่น
- แตงกวาหั่นแว่น
- ไข่ต้ม ไข่เค็ม
- ฯลฯ
เพียงเท่านี้ เราก็จะได้น้ำยาขนมจีนรสเด็ดกันแล้วค่ะ ซึ่งหากเราทำ 1 หม้อ
รับรองได้เลยว่าสามารถรับประทานได้ทั้งครอบครัว
อีกทั้งการทำอาหารเพื่อรับประทานเองภายในครอบครัว ยังเป็นกิจกรรมดีๆ
ที่ช่วยส่งเสริมและสานสัมพันธ์รักให้สมาชิกภายในครอบครัว มีเวลาอยู่ร่วมกัน
ทำให้ทุกๆ ท่านมีความสุข และมีสุขภาพจิตที่ดีอีกด้วยค่ะ
ขอขอบคุณที่มา : คุณ วรินรำไพ (กระทู้พันทิป http://pantip.com/topic/31223020) และ www.siamarcheep.com (สยามอาชีพ)
13/3/56
ข้าวมันไก่
วิธีทำข้าวมันไก่
ข้าวมันไก่อาหารจานเดียวยอดนิยม ที่ความอร่อยไม่ธรรมดาข้าวมันต้องนุ่มนวล ข้าวเป็นเมล็ดไม่บานเหมือนข้าวสวยปกติ ความมันของข้าวพอดี ไม่ถึงขนาดเลี่ยน ที่สำคัญต้องมีกลิ่นหอมของ มันไก่ กระเทียม ขิง ผสมกัน ไก่ต้องต้มในเวลาที่พอเหมาะ หนังไก่ตึง เนื้อไก่มีสีขาวและไม่ยุ่ย ที่สำคัญที่สุดก็คือน้ำจิ้ม รสต้องเด็ดขาด เค็ม เปรี้ยว หวานพอเหมาะ ขิงต้องใช้ขิงแก่จึงจะหอมและเผ็ด อร่อยไม่รู้ลืม !!
ส่วนประกอบและเครื่องปรุง
1. ไก่สด 1 ตัว
2. ตับไก่
3. เลือดไก่ 1 ก้อน
4. มันไก่
5. น้ำเปล่า
6. ข้าวหอมมะลิเก่า
7. เต้าเจี๊ยว
8. กระเทียม
9. เกลือ
10. น้ำตาล
11. น้ำส้มสายชู
12. ขิงหั่นแว่น
13. ซีอิ๋วดำ
15. พริก
15. รากผักชี
16. แตงกวา
ขั้นตอนวิธีทำข้าวมันไก่
1. นำไก่มาล้างให้สะอาด ทิ้งไว้สักพักพอน้ำที่หนังไก่เริ่มแห้งหรือจะใช้ผ้าช่วยซับให้แห้งก็ได้ ทาเกลือบางๆที่ตัวไก่และด้านในไก่ ส่วนตับไก่ ล้างสะอาดแล้วเคล้าเกลือพักไว้
2. ตั้งน้ำกะปริมาณให้ท่วมตัวไก่ต้มด้วยไฟปานกลางค่อนข้างแรงจนเดือด นำไก่ที่เตรียมไว้ลงไปต้ม จากนั้นลดไฟลงเป็นไฟอ่อนแล้วต้มไก่ไปเรื่อยๆประมาณ 45 นาทีหรือจนไก่สุก คอยช้อนฟองทิ้งด้วยเพื่อให้น้ำซุปใส ส่วนตับไก่ก็ใส่ลงไปต้มพร้อมกับไก่ได้เลย เลือดไก่ที่ทำเป็นก้อนและสุกมาแล้วนั้นใส่ตอนหลังสุด
3. พอไก่สุกตักออกมาจากหม้อใส่ภาชนะ ทาหนังไก่ด้วยน้ำมันไก่ หรือน้ำมันพืช เพื่อไม่ให้หนังไก่แห้ง
หมายเหตุ : น้ำต้มไก่ อย่าเอาทิ้งเด็ดขาดให้ตั้งไฟเอาไว้ สามารถนำมาหุงข้าวทำเป็นข้าวมันไก่ และสามารถนำมาทำเป็นน้ำซุป สำหรับเสริฟพร้อมกับข้าวมันไก่ได้อีกด้วย
ขั้นตอนการหุงข้าวมันไก่
1. ซาวข้าวหอมมะลิเก่า 2-3 ครั้ง เทใส่กระชอนทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ
2. นำกระเทียมส่วนที่หนึ่งมาปั่นหรือสับหยาบๆ เตรียมเพื่อที่จะนำไปเจียวกับน้ำมันไก่
3. เทมันไก่ลงในกระทะ เจียวให้มันไก่คายน้ำมันออกมาก ใช้เวลานาน 15 นาที ตักกากมันไก่ทิ้งไป ปิดแก็ส และเติมกระเทียมลงไปเจียวให้หอม เปิดแก็สอ่อนๆเจียวให้กระเทียมหอมและมีสีเหลืองอ่อน
4. นำข้าวหอมมะลิเก่าที่พักไว้เทลงในหม้อข้าว เติมเกลือ กระเทียมเจียว ขิงหันแว่น และน้ำซุปไก่คนให้เข้ากัน เปิดสวิทช์หุงข้าวตามปกติ (ปริมาณข้าว 1 ส่วน ต่อน้ำซุป 1 1/2 ส่วน)
5. พอข้าวสุก ให้ใช้ทัพพีคุ้ยข้าวให้ร่วนซุย กลับข้าวจากด้านล่างขึ้นด้านบน ปล่อยทิ้งไว้ในหม้อให้อุ่นๆ พร้อมเสริฟ
ขั้นตอนการทำน้ำจิ้มข้าวมันไก่
ส่วนประกอบและเครื่องปรุง
เต้าเจี้ยว ½ ถ้วย
ซีอิ้วขาว ¾ ถ้วย
น้ำส้มสายชู ½ ถ้วย
พริกขี้หนู 10 เม็ด
น้ำตาลทราย ¾ ถ้วย
ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมปอกเปลือก ½ ถ้วย
ขิงแก่หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ 5 ชิ้น
รากผักชี 2-3 ราก
เริ่มทำน้ำจิ้มได้เลยค่ะ ใส่ขิง ,พริก, กระเทียม, รากผักชี ,เต้าเจี๊ยว ,ซีอิ๊วดำ, น้ำตาลทราย ,เกลือ 1/2 ชช.,น้ำส้มสายชูและซีอิ้วขาว ปั่นทุกอย่างให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบให้ออกเค็ม เปรี้ยว หวาน ทำเสร็จแล้วเก็บเข้าตู้เย็นทานได้เป็นเดือน สำหรับคนที่ชอบรสจัด เวลาเสริฟสามารถเติม กระเทียม ขิง สับละเอียด พริกขี้หนูซอยละเอียดเพิ่มเข้าไปได้ค่ะ
**น้ำซุปส่วนที่เหลือสามารถเติมรากผักชี ทุบพอแตก 2-3 ราก กระเทียมที่แกะเปลือกนอกออกล้างสะอาด 3-4 กลีบใหญ่ พริกไทยเม็ด 10 เม็ด ต้มจนเดือดก็ใส่ฟักที่ปอกเปลือกต้มจนฟักสุกปรุงรสด้วยซีอิ้วขาว ตอนเสริฟก็โรยหน้าด้วยผักชีหั่นหยาบๆ ซดร้อนๆให้คล่องคอ
สุดท้ายตักข้าวที่หุงเสร็จแล้วใส่จาน ซอยแตงกวา หั่นเลือดไก่ ตับ และสับไก่ใส่บนข้าว เเค่นี้ก็พร้อมรับประทานแล้วค่ะ
เครดิต : mythaimenu.com
ข้าวมันไก่อาหารจานเดียวยอดนิยม ที่ความอร่อยไม่ธรรมดาข้าวมันต้องนุ่มนวล ข้าวเป็นเมล็ดไม่บานเหมือนข้าวสวยปกติ ความมันของข้าวพอดี ไม่ถึงขนาดเลี่ยน ที่สำคัญต้องมีกลิ่นหอมของ มันไก่ กระเทียม ขิง ผสมกัน ไก่ต้องต้มในเวลาที่พอเหมาะ หนังไก่ตึง เนื้อไก่มีสีขาวและไม่ยุ่ย ที่สำคัญที่สุดก็คือน้ำจิ้ม รสต้องเด็ดขาด เค็ม เปรี้ยว หวานพอเหมาะ ขิงต้องใช้ขิงแก่จึงจะหอมและเผ็ด อร่อยไม่รู้ลืม !!
ส่วนประกอบและเครื่องปรุง
1. ไก่สด 1 ตัว
2. ตับไก่
3. เลือดไก่ 1 ก้อน
4. มันไก่
5. น้ำเปล่า
6. ข้าวหอมมะลิเก่า
7. เต้าเจี๊ยว
8. กระเทียม
9. เกลือ
10. น้ำตาล
11. น้ำส้มสายชู
12. ขิงหั่นแว่น
13. ซีอิ๋วดำ
15. พริก
15. รากผักชี
16. แตงกวา
ขั้นตอนวิธีทำข้าวมันไก่
1. นำไก่มาล้างให้สะอาด ทิ้งไว้สักพักพอน้ำที่หนังไก่เริ่มแห้งหรือจะใช้ผ้าช่วยซับให้แห้งก็ได้ ทาเกลือบางๆที่ตัวไก่และด้านในไก่ ส่วนตับไก่ ล้างสะอาดแล้วเคล้าเกลือพักไว้
2. ตั้งน้ำกะปริมาณให้ท่วมตัวไก่ต้มด้วยไฟปานกลางค่อนข้างแรงจนเดือด นำไก่ที่เตรียมไว้ลงไปต้ม จากนั้นลดไฟลงเป็นไฟอ่อนแล้วต้มไก่ไปเรื่อยๆประมาณ 45 นาทีหรือจนไก่สุก คอยช้อนฟองทิ้งด้วยเพื่อให้น้ำซุปใส ส่วนตับไก่ก็ใส่ลงไปต้มพร้อมกับไก่ได้เลย เลือดไก่ที่ทำเป็นก้อนและสุกมาแล้วนั้นใส่ตอนหลังสุด
3. พอไก่สุกตักออกมาจากหม้อใส่ภาชนะ ทาหนังไก่ด้วยน้ำมันไก่ หรือน้ำมันพืช เพื่อไม่ให้หนังไก่แห้ง
หมายเหตุ : น้ำต้มไก่ อย่าเอาทิ้งเด็ดขาดให้ตั้งไฟเอาไว้ สามารถนำมาหุงข้าวทำเป็นข้าวมันไก่ และสามารถนำมาทำเป็นน้ำซุป สำหรับเสริฟพร้อมกับข้าวมันไก่ได้อีกด้วย
ขั้นตอนการหุงข้าวมันไก่
1. ซาวข้าวหอมมะลิเก่า 2-3 ครั้ง เทใส่กระชอนทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ
2. นำกระเทียมส่วนที่หนึ่งมาปั่นหรือสับหยาบๆ เตรียมเพื่อที่จะนำไปเจียวกับน้ำมันไก่
3. เทมันไก่ลงในกระทะ เจียวให้มันไก่คายน้ำมันออกมาก ใช้เวลานาน 15 นาที ตักกากมันไก่ทิ้งไป ปิดแก็ส และเติมกระเทียมลงไปเจียวให้หอม เปิดแก็สอ่อนๆเจียวให้กระเทียมหอมและมีสีเหลืองอ่อน
4. นำข้าวหอมมะลิเก่าที่พักไว้เทลงในหม้อข้าว เติมเกลือ กระเทียมเจียว ขิงหันแว่น และน้ำซุปไก่คนให้เข้ากัน เปิดสวิทช์หุงข้าวตามปกติ (ปริมาณข้าว 1 ส่วน ต่อน้ำซุป 1 1/2 ส่วน)
5. พอข้าวสุก ให้ใช้ทัพพีคุ้ยข้าวให้ร่วนซุย กลับข้าวจากด้านล่างขึ้นด้านบน ปล่อยทิ้งไว้ในหม้อให้อุ่นๆ พร้อมเสริฟ
ขั้นตอนการทำน้ำจิ้มข้าวมันไก่
ส่วนประกอบและเครื่องปรุง
เต้าเจี้ยว ½ ถ้วย
ซีอิ้วขาว ¾ ถ้วย
น้ำส้มสายชู ½ ถ้วย
พริกขี้หนู 10 เม็ด
น้ำตาลทราย ¾ ถ้วย
ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมปอกเปลือก ½ ถ้วย
ขิงแก่หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ 5 ชิ้น
รากผักชี 2-3 ราก
เริ่มทำน้ำจิ้มได้เลยค่ะ ใส่ขิง ,พริก, กระเทียม, รากผักชี ,เต้าเจี๊ยว ,ซีอิ๊วดำ, น้ำตาลทราย ,เกลือ 1/2 ชช.,น้ำส้มสายชูและซีอิ้วขาว ปั่นทุกอย่างให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบให้ออกเค็ม เปรี้ยว หวาน ทำเสร็จแล้วเก็บเข้าตู้เย็นทานได้เป็นเดือน สำหรับคนที่ชอบรสจัด เวลาเสริฟสามารถเติม กระเทียม ขิง สับละเอียด พริกขี้หนูซอยละเอียดเพิ่มเข้าไปได้ค่ะ
**น้ำซุปส่วนที่เหลือสามารถเติมรากผักชี ทุบพอแตก 2-3 ราก กระเทียมที่แกะเปลือกนอกออกล้างสะอาด 3-4 กลีบใหญ่ พริกไทยเม็ด 10 เม็ด ต้มจนเดือดก็ใส่ฟักที่ปอกเปลือกต้มจนฟักสุกปรุงรสด้วยซีอิ้วขาว ตอนเสริฟก็โรยหน้าด้วยผักชีหั่นหยาบๆ ซดร้อนๆให้คล่องคอ
สุดท้ายตักข้าวที่หุงเสร็จแล้วใส่จาน ซอยแตงกวา หั่นเลือดไก่ ตับ และสับไก่ใส่บนข้าว เเค่นี้ก็พร้อมรับประทานแล้วค่ะ
เครดิต : mythaimenu.com
9 สูตรวาฟเฟิล(waffle)
9สูตรวาฟเฟิล(waffle)
สูตรที่1
ส่วนผสม
แป้งถั่วเหลือง 2+1/2 ถ้วย
นมถั่วเหลือง 1 ถ้วย
น้ำมันถั่วเหลือง 1/2 ถ้วย
ไข่แดงตีพอแตก(ขนาดกลาง) 5 ฟอง
เกลือป่นเสริมไอโอดีน 1/2 ช้อนชา
วานิลลา 2 ช้อนชา
ไข่ขาว(ขนาดกลาง) 5 ฟอง
น้ำตาลทรายไม่ฟอกสี 3/4 ถ้วย
วิธีทำ
1.ผสมแป้งถั่วเหลือง นมถั่วเหลืองและเกลือ คลุกเคล้าให้เข้ากัน
แล้วค่อยๆเทน้ำมันผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน ใส่ไข่แดงเคล้าผสมให้ทั่ว อย่าให้แป้งเป็นเม็ด
2. ตีไข่ขาวให้ขึ้นฟูแข็ง ค่อยๆโรยน้ำตาลทีละน้อยจนหมด
3. เทส่วนผสมในข้อที่ 1 ลงในส่วนผสมข้อที่ 2 ใช้พายคนไปทางเดียวกันเบาๆ ให้เข้ากัน
ใส่วานิลลา คนอีกครั้ง
4. ตักหยอดใส่พิมพ์ขนมรังผึ้ง(ใช้พิมพ์รังผึ้งไฟฟ้าจะดีที่สุด ถ้าไม่มีพิมพ์ก็ใช้หยอดบนกะทะแบนที่ทาน้ำมัน
ทำเช่นเดียวกับแพนเค้กหรือถ้ามีเตาอบก็ใส่ถ้วยอบ หรือใช้อบพิมพ์ขนมไข่ ก็ได้เช่นกัน)
ส่วนผสม
แป้งถั่วเหลือง 2+1/2 ถ้วย
นมถั่วเหลือง 1 ถ้วย
น้ำมันถั่วเหลือง 1/2 ถ้วย
ไข่แดงตีพอแตก(ขนาดกลาง) 5 ฟอง
เกลือป่นเสริมไอโอดีน 1/2 ช้อนชา
วานิลลา 2 ช้อนชา
ไข่ขาว(ขนาดกลาง) 5 ฟอง
น้ำตาลทรายไม่ฟอกสี 3/4 ถ้วย
วิธีทำ
1.ผสมแป้งถั่วเหลือง นมถั่วเหลืองและเกลือ คลุกเคล้าให้เข้ากัน
แล้วค่อยๆเทน้ำมันผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน ใส่ไข่แดงเคล้าผสมให้ทั่ว อย่าให้แป้งเป็นเม็ด
2. ตีไข่ขาวให้ขึ้นฟูแข็ง ค่อยๆโรยน้ำตาลทีละน้อยจนหมด
3. เทส่วนผสมในข้อที่ 1 ลงในส่วนผสมข้อที่ 2 ใช้พายคนไปทางเดียวกันเบาๆ ให้เข้ากัน
ใส่วานิลลา คนอีกครั้ง
4. ตักหยอดใส่พิมพ์ขนมรังผึ้ง(ใช้พิมพ์รังผึ้งไฟฟ้าจะดีที่สุด ถ้าไม่มีพิมพ์ก็ใช้หยอดบนกะทะแบนที่ทาน้ำมัน
ทำเช่นเดียวกับแพนเค้กหรือถ้ามีเตาอบก็ใส่ถ้วยอบ หรือใช้อบพิมพ์ขนมไข่ ก็ได้เช่นกัน)
******************************************************************************
สูตรที่สอง
ส่วนผสม
แป้งเค้กตราพัดโปก 2 ถ้วยตวง
ผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย
เนยสดละลาย 1/2 ถ้วย
ไข่แดง 2 ฟอง
นมข้นจืด 2/3 ถ้วย
น้ำหอมกลิ่นวานิลา 1/2 ช้อนชา
ไข่ขาว 2 ฟอง
วิธีทำ
1. ร่อนแป้งตราพัดโบก กับผงฟูเข้าด้วยกัน เทน้ำตาลทรายลงผสมเข้าด้วยกันในอ่างผสม
2. ทำแป้งเป็นบ่อตรงกลาง เติมเนยละลาย ไข่แดง นมข้มจืด น้ำ และกลิ่นวานิลาลงไป
3. ใช้ตะกร้อมือคนจนทั่วให้ส่วนผสมเข้ากันดี แล้วพักไว้
4. ใช้เครื่องผสมอาหารขนาด 5 ลิตร ตีไข่ขาวด้วยหัวตีรูปตะกร้อ
ตีโดยใช้ความเร็วสูง หรือเกียร์3 จนกระทั่งไข่ขาวตั้งยอดแข็ง
5. เทส่วนผสมของไข่แดงลงในไข่ขาว คนตะล่อมให้ส่วนผสมเข้ากัน
6. เทลงบนแม่พิมพ์ของเตาทำขนมวาฟเฟิลที่เปิดเครื่องไว้แล้วที่ไฟปานกลาง
อบจนกระทั่งไม่มีไอน้ำระเหยออกมา และขนมเหลืองสุกทั้งสองด้าน
TIP
คุณสามารถดัดแปลง โดยการใส่ลูกเกด หรือข้าวโพดหรืออื่นๆ ตามชอบ ลงในขนมวาฟเฟิลได้
โดยการโรยลงบนขนมหลังจากเทส่วนผวมลงในแม่พิมพ ์แล้วจึงค่อยปิดเตา
***************************************************************************
ส่วนผสม
แป้งเค้กตราพัดโปก 2 ถ้วยตวง
ผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย
เนยสดละลาย 1/2 ถ้วย
ไข่แดง 2 ฟอง
นมข้นจืด 2/3 ถ้วย
น้ำหอมกลิ่นวานิลา 1/2 ช้อนชา
ไข่ขาว 2 ฟอง
วิธีทำ
1. ร่อนแป้งตราพัดโบก กับผงฟูเข้าด้วยกัน เทน้ำตาลทรายลงผสมเข้าด้วยกันในอ่างผสม
2. ทำแป้งเป็นบ่อตรงกลาง เติมเนยละลาย ไข่แดง นมข้มจืด น้ำ และกลิ่นวานิลาลงไป
3. ใช้ตะกร้อมือคนจนทั่วให้ส่วนผสมเข้ากันดี แล้วพักไว้
4. ใช้เครื่องผสมอาหารขนาด 5 ลิตร ตีไข่ขาวด้วยหัวตีรูปตะกร้อ
ตีโดยใช้ความเร็วสูง หรือเกียร์3 จนกระทั่งไข่ขาวตั้งยอดแข็ง
5. เทส่วนผสมของไข่แดงลงในไข่ขาว คนตะล่อมให้ส่วนผสมเข้ากัน
6. เทลงบนแม่พิมพ์ของเตาทำขนมวาฟเฟิลที่เปิดเครื่องไว้แล้วที่ไฟปานกลาง
อบจนกระทั่งไม่มีไอน้ำระเหยออกมา และขนมเหลืองสุกทั้งสองด้าน
TIP
คุณสามารถดัดแปลง โดยการใส่ลูกเกด หรือข้าวโพดหรืออื่นๆ ตามชอบ ลงในขนมวาฟเฟิลได้
โดยการโรยลงบนขนมหลังจากเทส่วนผวมลงในแม่พิมพ ์แล้วจึงค่อยปิดเตา
***************************************************************************
เขาว่าสูตรนี้อร่อยอ่ะ
ส่วนผสม
แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วยตวง
แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 5 ช้อนโต๊ะ
ผงฟู1/4 ช้อนชา
ยีสต์ 1/4 ช้อนชา
ไข่ไก่ 4 ฟอง
น้ำสะอาด 6 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
1.ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งสาลี ผงฟู ยีสต์ น้ำตาลทราย เทใส่ในชาม คนให้เข้ากัน
2.จากนั้น เทน้ำใส่ลงไป เสร็จแล้วก็นวดให้ส่วนผสมแป้งเข้ากันกับน้ำ
3.ตอกไข่ใส่ชามแล้วตีให้ไข่แตก เสร็จแล้วเทไข่ที่ตีไว้ใส่ลงในชามแป้ง แล้วก็คนให้ส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน
4.ปิดฝาหมักทิ้งไว้อย่างน้อย ๑ ชั่วโมง
5.เสร็จแล้วก็เอามาหยอดใส่พิมพ์ได้ โดยใช้ไฟปานกลาง
************************************************************************************************
สูตรที่4
วาฟเฟิลเนยสดราดซอสเลมอน
ส่วนผสม แป้งสาลีเอนกประสงค์ 250 กรัม ผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาล 100 กรัม เกลือ 4 ช้อนชา
ไข่ 4 ฟอง
นมสด 250 กรัม
เนยสดเค็มละลาย 150 กรัม
วิธีทำ 1. ผสมแป้ง น้ำตาล ผงฟู เกลือ คนให้เข้ากัน 2. ใส่ไข่ลงไป คนให้เข้ากัน 3. ส่นมและเนยละลาย คนให้เข้ากัน 4. ตั้งพิมพ์วาฟเฟิลให้ร้อน ทาเนยให้ทั่ว หยอดส่วนผสมวาฟเฟิล ลงไปในพิมพ์ ทิ้งไว้จนสุก นำขึ้นมาพักไว้ ส่วนผสมซอสเลมอน น้ำมะนาวเหลือง (ประมาณ 1 ผล) 50 กรัม
น้ำตาล 70 กรัม
แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำ 200 กรัม
วิธีทำ คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ตั้งไฟคนจนข้น ยกลง ทิ้งไว้ให้เย็นเมื่อได้ซอสเลมอน
นำไปราดวาฟเฟิลให้ทั่ว รับประทานทันที
************************************************************************
สูตรที่5
วาฟเฟิลผลไม้ตุ๋นน้ำเชื่อม
ส่วนผสมผลไม้ตุ๋น :
ผลไม้สดตามต้องการ 200 กรัม
น้ำตาลทรายลิน 2 ถ้วย
น้ำเปล่า 1/2 ถ้วย
เกลือ 1/2 ช้อนชา
วิธีทำ เครื่องปรุงผลไม้ตุ๋น :
1. นำหม้อใส่ผลไม้ น้ำตาล เกลือ น้ำเปล่าลงไปต้มให้เดือด และลดไฟลงไปตุ๋นให้ผลไม้สุก น้ำเชื่อมเหนียวขึ้น
2. ปิดไฟ ใช้ราดวาฟเฟิล
ส่วนผสมวาฟเฟิล:
แป้งแพนเค้กตราอิมพีเรียล 400 กรัม
นมสด 190 กรัม
เนยละลาย 1/2 ถ้วย
ไข่ไก่ 2-3 ฟอง
น้ำตาลทรายลิน 1/4 ถ้วย
วิธีทำ:
1. นำส่วนผสมทั้งหมดเทลงในชามผสม ตีให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน
เมื่อส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันแล้วทิ้งไว้ 5 นาที
2. อุ่นเครื่องทำวาฟเฟิลไว้ให้ร้อน ตักส่วนผสมแป้งใส่ลงบนเครื่องทำวาฟเฟิลปิดฝาอบจนแป้งสุก
3. ตักวาฟเฟิลที่สุกแล้วออกวางลงบนจาน ตักผลไม้ตุ๋นราดลงไปบนวาฟเฟิล ยกเสริ์ฟทันที
*************************************************************************************************
สูตรที่6
Belgium waffle
เวลาเตรียม 60 นาที เวลาปรุง 30 นาที สูตรนี้พิเศษที่ผิวนอกกรอบหอม
แป้งในนุ่มหยุ่นคล้ายขนมปังเนยสด
หอมหวานน้ำผึ้งกำลังดี รับรองว่า วาฟเฟิลสูตรนี้อร่อยไม่แพ้ร้านไหนๆ แน่นอน
ส่วนผสม (สำหรับ16 ที่)
แป้งสาลีสำหรับทำขนมปัง 1 ถ้วย
แป้งสาลีสำหรับทำเค้ก 1+1/2 ถ้วย
น้ำตาลทรายขาว 3 ช้อนโต๊ะ
ยีสต์ผง 1 ช้อนโต๊ะพูน
นมผง 2 ช้อนโต๊ะ
ไข่ไก่ 2 ฟอง
นมสดชนิดจืดอุ่น 2 ช้อนโต๊ะ
โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำผึ้งอย่างดี 2 ช้อนโต๊ะ
กลิ่นวานิลา 1 ช้อนชา
เนยสดชนิดจืด 3/4 ถ้วย
น้ำตาลทรายไม่ฟอกสี 2 ช้อนโต๊ะ
ช็อกโกแลตชิป 2 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่นเล็กน้อย
วิธีทำ
1. ใส่แป้งสาลีทั้งสองชนิด น้ำตาลทราย ยีสต์และนมผง ลงในอ่างผสม พักไว้
2. ผสมเกลือป่น ไข่ไก่ นมสด โยเกิร์ต น้ำผึ้งและวานิลาให้เข้ากัน แล้วเทใส่ส่วนผสมแป้ง
นวดให้เข้ากันนานประมาณ 5 นาที
3. ใส่เนยแล้วนวดต่ออีกประมาณ 5นาที จนก้อนโดเหนียวนุ่ม
จากนั้นพักโดไว้ให้ขึ้นเป็นสองเท่านาน 20 นาที
4. นำโดที่พักได้ที่แล้ว มานวดไล่อากาศและเติมน้ำตาลทรายไม่ฟอกสีและช็อกโกแลตชิป นวดให้เข้ากัน
แล้วแบ่งโดเป็นก้อนๆละ 40 กรัม ปั้นเป็นก้อนกลมพักไว้ให้ขึ้นอีก 30 นาที
5. เปิดเครื่องทำวาฟเฟิลไว้ให้ร้อน ทาเนยบางๆ วางก้อนโดที่ขึ้นดีแล้วลงตรงกลาง ปิดฝา
อบประมาณ 1–2 นาที (แล้วแต่รุ่นและความร้อนของเครื่องทำวาฟเฟิล)เสิร์ฟร้อนๆกับผลไม้และวานิลาซอส
ส่วนผสมวานิลาซอส
ไข่แดง 2 ฟอง
นมสดชนิดจืด 1 ถ้วย
น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
เนยสดชนิดจืด 1 ช้อนโต๊ะ
กลิ่นวานิลา 2 ช้อนชา
วิธีทำ
ใส่ส่วนผสมทุกอย่างลงในหม้อ ใช้ตะกร้อมือคนให้เข้ากันดี นำไปตั้งไฟอ่อนๆ หมั่นคนจนกระทั่งซอสเดือดและข้นขึ้น ปิดไฟและพักไว้ให้เย็น
****************************************************************************************************
สูตรที่7 ส่วนผสม:
แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 กก.
ไข่ไก่ 5 ฟอง
เนยสดครึ่งก้อน (ละลายแล้ว)
น้ำตาลทราย 400 กรัม
นมสด 1 กระป๋อง
โยเกิร์ต 1/2 กระป๋อง
ผงฟูและเกลืออย่างละนิดหน่อย
วิธีทำ:
1.นำทุกอย่างผสมรวมกันแล้วใช้ตะกร้อตีให้เข้ากัน ใช้เวลาประมาณ 10 นาที
ซึ่งสังเกตว่าแป้งเริ่มเหนียว ข้น และออกสีเหลืองแก่ ๆ ก็เป็นอันใช้ได้
แต่ถ้าเป็นแป้งวาฟเฟิลโด จะต้องใช้เครื่องตีแป้งตี เพราะต้องการที่จะให้แป้งเหนียวเป็นก้อน
ซึ่งใช้เวลาตีประมาณ 90 นาที เสร็จแล้วจะต้องนำแป้งแช่ในตู้เย็นด้วย เพราะไม่ได้ใส่สารกันบูด
หากเอาไว้ข้างนอกนานแป้งจะเสีย
TIP
“เหตุที่ต้องใส่โยเกิร์ตลงไปผสมด้วยนั้น เพราะว่าโยเกิร์ตช่วยทำให้แป้งนุ่มเร็วขึ้น”
ถ้าอยากได้รสชอคโกแลต ผสมแป้งช็อกโกแลต 20 กรัม และน้ำพอประมาณลงไปตีผสมรวมด้วย
*************************************************************************************************
สูตรที่8
วาฟเฟิลแบบของA&W เป็นวาฟเฟิลที่กรอบแต่นุ่น
ส่วนผสม
แป้งสาลีเอนกประสงค์ 2 ถ.
ยีสต์ 1/2 ชช.
น้ำตาลทราย 1 ชต.
เกลือ 1/2 ชช.
นม 2 ถ.
เนยละลาย 8 ชต.(ทิ้งให้หายร้อน
วนิลา 1/2 ชช.
ไข่ 2 ฟอง แยกไข่ขาว / ไข่แดง
น้ำมันทาพิมพ์เล็กน้อย
วิธีทำ
1. ไม่ต้องร่อนแป้งก่อน ตวงโดยตักแป้งใส่ถ้วยตวงทีละน้อย เบามือ จนพูนแล้วปาดให้เรียบเสมอปากถ้วยตวง
ที่ต้องบอกวิธีตวงแป้งอย่างละเอียด เพื่อจะให้ได้ปริมาณแป้งออกมาใกล้เคียงกัน ซึ่งจะมีผลต่อเนื้อขนมอย่างมากเลยค่ะ
ว่าจะตวงแล้วชั่งน้ำหนักเอาไว้ แต่พอตอนทำก็ลืมทุกที
ทุกครั้งที่ทำก็ตวงอย่างที่บอกไว้ค่ะ ตอนผสมก็จะดูเนื้อแป้งที่ผสมแล้ว บางทีก็เติมแป้งหรือเติมนมลงไปอีกนิดหน่อย 2.ใส่ส่วนผสมที่เป็นของแห้ง + เนยละลาย + นม ในอ่างผสม คนจนเข้ากันดี ปิดฝาแล้วตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง ค้าง 1 คืน
ผสมก่อนที่จะเข้านอนนะคะ
1. เวลาที่แป้งขึ้นฟู มันจะได้ 3 เท่าของปริมาณที่เราผสมในตอนแรก ดังนั้นต้องใช้อ่างผสมให้ใหญ่พอ จะได้ไม่ล้น
2. สำหรับ นม เนื่องจากบ้านเราอากาศค่อนข้างร้อน ทิ้งค้างคืนมันอาจจะเสียซะก่อน ดิฉันจึงทำให้ร้อน เกือบเดือดแต่ไม่ถึงกับเดือด แล้วพักให้เย็นจึงนำมาผสม
3. ใส่ไข่แดงลงไป คนให้เข้ากัน
4. ตีไข่ขาว จนตั้งแข็ง [stiff peak]
5. ผสมไข่ลงในแป้ง ผสมแบบตล่อมเบาๆ ให้เข้ากัน จนไม่เห็นไข่ขาว เนื้อแป้งจะข้นประมาณเดียวกับแป้งเค้ก [Cake batter] ทดลองอบในพิมพ์วาฟเฟิลดู ถ้าออกมานิ่มๆแสดงว่าแป้งน้อยไป ให้ใส่แป้งลงไปเพิ่มนิดหน่อย ถ้าออกมาแข็งมากแสดงว่าแป้งมากไป เติมนมนิดหน่อย ถ้าตวงแป้งตามที่บอก น่าจะได้วาฟเฟิลที่เนื้อกรอบนิดๆ ระวังอย่าใส่เกลือมากกว่าสูตรนะคะ ตามสูตรนี่ก็รสจัดแล้ว
ถ้าใช้พิมพ์เทฟล่อน ไม่ตัองทาน้ำมันก็ได้ ดิฉันทาด้วยเนยละลายที่เหลืออยู่ แถมทาไม่ค่อยทั่วดี สีเลยออกมาด่างๆ ใช้น้ำมันน่าจะสีสวยกว่าค่ะ
***********************************************************************************************
สูตรที่9 วาฟเฟิลแบบของA&W กรอบนอกนุ่มใน ส่วนผสม แป้งเอนกประสงค์ 230 กรัม
น้ำตาลทราย 30 กรัม
ผงฟู 8 กรัม
เกลือ 1/2 ชช.
นม 396 กรัม
น้ำมัน 70 กรัม
ไข่ 2 ฟอง (M )
วิธีทำ
1. ผสมของแห้งทั้งหมดใส่อ่างผสม คนให้เข้ากัน
2. ไข่แดง+นมตีให้เข้ากัน แล้วใส่ลงในอ่างผสมทีละน้อย คนเบาๆให้เข้ากัน จนหมด ระวังอย่าให้เป็นลูก
3.ใส่น้ำมัน คนเบาให้เข้ากัน แป้งจะค่อนข้างเหลว
4. ใส่กลิ่นวนิลา
5. ตีไข่ขาวตั้งยอดอ่อน ผสมแบบตะล่อมเบาๆ ให้เข้ากับแป้ง จนไม่เห็นไข่ขาว
6. พักไว้สัก 5 นาที จึงเอาไปอบด้วยพิมพ์วาฟเฟิล
7.กินตอนร้อนๆ ราดด้วยน้ำผึ้ง ไซรับ แต่ที่ชอบที่ซู้ดด คือ กินกับไอศครีมวนิลา
* บางตำราว่าวาฟเฟิลจะอร่อย ถ้าพักแป้งไว้สัก 30 นาทีจึงค่อยอบ ยังไม่เคยลองค่ะ
**อาจต้องใช้น้ำมันทาพิมพ์นิดหน่อย แม้จะเป็นพิมพ์เทฟล่อน
*** ถ้ายังไม่ใช้ใส่กล่องปิดฝา แช่เย็น ได้ทดลองแช่เย็นค้างคืนไว้ 36 ชม. เอาออกมาพักให้คลายความเย็นหน่อย จึงอบ ออกมาก็อร่อยเหมือนทำใหม่ๆค่ะ
ขอขอบคุณเจ้าของสูตรทั้งหลาย
วาฟเฟิลยีสต์
Easy Yeast Waffle วาฟเฟิลยีสต์สูตรทำง่าย ไม่ต้องนวด
ต้องบอกไว้ก่อนว่าวาฟเฟิลสูตรนี้จะกรอบนอกนุ่มใน "เฉพาะตอนอบใหม่ๆ" นะคะ พอทิ้งไว้จะนุ่มลงค่ะ ขนมทำเองแบบนี้อาจจะเก็บไว้ไม่ได้นานเท่าไหร่นะคะ แนะนำว่าควรรีบทานให้หมดโดยเร็วตอนยังร้อนๆ อยู่จะอร่อยที่สุดค่ะ แต่จะว่าไป ... เรื่องนี้คงไม่ต้องย้ำกันอ่ะเนอะ เพราะว่าของอร่อย ... ทำเสร็จปุ๊บ หายวับลงพุงน้อยๆ ของเราแน่นอน ว่าแล้วก็ลองไปทำกันดูนะคะว่าจะถูกใจกันมั้ย
สูตรนี้ทำได้ประมาณ 16 ชิ้น
ครีมสด ......................... 140 ml
แป้งเค้ก ........................ 100 กรัม
แป้งขนมปัง .................... 50 กรัม
น้ำตาลป่น ...................... 40 กรัม
เนยละลาย ..................... 40 กรัม
นมสด .......................... 30 ml
น้ำผึ้ง ........................... 30 กรัม
ไข่แดง ......................... 2 ฟอง
ไข่ขาว .......................... 2 ฟอง
ยีสต์ผง ......................... 1/2 ช้อนชา
เกลือ ........................... 1/2 ช้อนชา
แครนเบอรี่อบแห้งสับเป็นชิ้นเล็กๆ ปริมาณตามชอบ
แป้งเค้ก ........................ 100 กรัม
แป้งขนมปัง .................... 50 กรัม
น้ำตาลป่น ...................... 40 กรัม
เนยละลาย ..................... 40 กรัม
นมสด .......................... 30 ml
น้ำผึ้ง ........................... 30 กรัม
ไข่แดง ......................... 2 ฟอง
ไข่ขาว .......................... 2 ฟอง
ยีสต์ผง ......................... 1/2 ช้อนชา
เกลือ ........................... 1/2 ช้อนชา
แครนเบอรี่อบแห้งสับเป็นชิ้นเล็กๆ ปริมาณตามชอบ
a. ผสมแป้งทั้ง 2 ชนิด น้ำตาล และยีสต์เข้าด้วยกัน
b. ผสมไข่แดง ครีมสด นมสด เนยละลาย และน้ำผึ้งเข้าด้วยกัน แล้วเทใส่ส่วนผสมแป้ง
c. ใช้พายยางคนแป้งและของเหลวให้เป็นเนื้อเดียวกัน (ไม่จำเป็นต้องเนียน) ปิดด้วย Plastic Wrap แล้วพักไว้จนขึ้นฟู 1.5 - 2 เท่าของขนาดเดิม ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
d. ตีไข่ขาวกับเกลือให้ตั้งยอด
e. ตะล่อมไข่ขาวเข้ากับส่วนผสมของแป้งที่พักไว้
f. ส่วนผสมที่ได้จะออกมาเป็นดังรูป
g. อุ่นเครื่องทำวาฟเฟิลให้พร้อม ตักส่วนผสมวางลงไป โรยด้วยแครนเบอรี่อบแห้ง แล้วอบ
ประมาณ 1-2 นาที หรือจนกระทั่งสุกเป็นสีน้ำตาลสวย
ยีสต์ที่หาซื้อได้ง่ายที่สุดในบ้านเราจะ เป็น Instant Dry Yeast นะคะ ใช้ง่ายมาก โดยการผสมลงไปกับแป้งเลย ส่วนถ้าใครอยากลอง Fresh Yeast หรือยีสต์สด จะต้องใช้ปริมาณเป็น 2 เท่าของปริมาณ Instant Dry Yeast ค่ะ และจะต้องนำไปละลายกับน้ำอุ่นเล็กน้อยก่อนนำมาใช้งานค่ะ
เครดิต : www.OLrepublic.com
สูตรการทำขนมวาฟเฟิล
จากสูตรจะเป็นวาฟเฟิล เบลเยี่ยมวาฟเฟิล สามารถนำมาสอดใส้ได้หลากหลายตามความต้องการ
ส่วนผสม
1. แป้งขนมปัง 300 กรัม
2. แป้งเค้ก 200 กรัม
3. นมสด 200 กรัม
4. เกลือ 1 /2 ช้อนชา
5. ยีสต์ 8 กรัม
6. เนย 200 กรัม
7. ไข่ไก่ 75 กรัม
8. น้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ
วิธีการทำ
1. นำส่วนผสมทั้งหมดมารวมกัน (ยกเว้นเนย) แล้วจัดการนวดแป้ง โดยใส่ส่วนของเนยทีหลังตอนที่แป้งกับของเหลวเริ่มเข้ากันแล้ว
2. ได้แป้งเนียนๆออกมาแบบนี้แล้ว......ก็นำไปพักไว้ 15 นาทีค่ะ

4. คลึงเป็นก้อนกลมไว้เลยนะคะ ขนาดทำแค่ครึ่งสูตรแป้งครึ่งกิโลยังทำออกมาได้ตั้ง 29 ชิ้นแน่ะค่ะ
จากนั้นก็พักแป้งต่ออีก 45 นาทีค่ะ
5. เมื่อครบเวลาแล้ว........ก็มาเริ่มลงมือกันได้เลยค่ะ เตรียมเครื่องอบขนม...กับส่วนใส้และหน้าต่างๆได้เลยค่ะ
6. จัดการแผ่แป้ง....วางส่วนใส้ลงไป จีบปิดให้มิดแล้ววางใส่ในเครื่องได้เลยค่ะ

7. ใช้เวลาอบไม่นานค่ะ 2- 3 นาทีก็เรียบร้อยค่ะ
** สูตรนี้มีข้อดีคือเก็บแป้งที่ปั้นไว้แล้วได้ โดยการแพ็คลงกล่องขนม แล้วใส่ในถุงพลาสติกอีก
** ขอขอบคุณเนื้อหาและรูปภาพ จากคุณทิพย์ (พันธุ์ทิพย์.คอม)
ส่วนผสม
1. แป้งขนมปัง 300 กรัม
2. แป้งเค้ก 200 กรัม
3. นมสด 200 กรัม
4. เกลือ 1 /2 ช้อนชา
5. ยีสต์ 8 กรัม
6. เนย 200 กรัม
7. ไข่ไก่ 75 กรัม
8. น้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ
วิธีการทำ
2. ได้แป้งเนียนๆออกมาแบบนี้แล้ว......ก็นำไปพักไว้ 15 นาทีค่ะ

4. คลึงเป็นก้อนกลมไว้เลยนะคะ ขนาดทำแค่ครึ่งสูตรแป้งครึ่งกิโลยังทำออกมาได้ตั้ง 29 ชิ้นแน่ะค่ะ
จากนั้นก็พักแป้งต่ออีก 45 นาทีค่ะ
5. เมื่อครบเวลาแล้ว........ก็มาเริ่มลงมือกันได้เลยค่ะ เตรียมเครื่องอบขนม...กับส่วนใส้และหน้าต่างๆได้เลยค่ะ

|
** สูตรนี้มีข้อดีคือเก็บแป้งที่ปั้นไว้แล้วได้ โดยการแพ็คลงกล่องขนม แล้วใส่ในถุงพลาสติกอีก
ชั้นหนึ่ง นำไปแช่ในตู้เย็นช่องฟรีส เวลาจะใช้ก็นำออกมาไว้ข้างนอกสักพักให้แป้งคลายตัว
แล้วก็นำไปอบได้เลย
** มาต่อกันที่สูตร 2 นุ่มนุ่มคล้ายขนมรังผึ้ง **
ส่วนผสม
วิธีการทำ
** ตักหยอดใส่เครื่องได้เลยค่ะ
** ขอขอบคุณเนื้อหาและรูปภาพ จากคุณทิพย์ (พันธุ์ทิพย์.คอม)
สมัครสมาชิก:
บทความ
(
Atom
)











































